thansettakij
thansettakij
สงครามตะวันออกกลางลากยาว พลังงานผันผวน กดดันเม็ดเงินต่างชาติ

สงครามตะวันออกกลางลากยาว พลังงานผันผวน กดดันเม็ดเงินต่างชาติ

16 มี.ค. 2569 | 23:00 น.

กูรูชี้ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังเผชิญความผันผวนสูงจากสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น และสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว ขณะเดียวกันยังต้องจับตาการประชุมธนาคารกลางหลักของโลกและความเสี่ยงการเมืองไทย ซึ่งอาจกดดันความเชื่อมั่นตลาดทุนในระยะสั้น

KEY

POINTS

  • สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ส่งผลโดยตรงให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างความผันผวนอย่างหนัก
  • ความผันผวนของราคาพลังงานสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วโลก และเพิ่มความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นจากการที่ธนาคารกลางอาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น
  • ปัจจัยเสี่ยงจากสงคราม เศรษฐกิจโลก และการเมืองในประเทศ ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการเทขายทั้งหุ้นและตราสารหนี้ กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่ารุนแรง

ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เปราะบางทั่วโลก ตลาดการเงินกำลังเผชิญแรงกระแทกจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักของโลก

ขณะที่ราคาพลังงานกลับมาผันผวนรุนแรงอีกครั้ง หลังเหตุการณ์โจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันสำคัญของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันทะยานขึ้นและเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วโลก ซึ่งมีผลกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ประเมินสถานการณ์การลงทุนว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนและแรงเทขายลดความเสี่ยงอย่างหนัก

โดยมองว่าปัจจัยหลักเกิดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 16 โดยไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลง และล่าสุดสหรัฐฯ ได้ยกระดับความรุนแรงด้วยการโจมตีเกาะ KHARG ของอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่รองรับการส่งออกน้ำมันถึง 90% ของประเทศ หรือราว 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นที่เรียบร้อย และหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซนาน 3 เดือน อาจดันให้ราคาน้ำมันพุ่งไปถึง 164 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นอกจากปัจจัยสงครามแล้ว ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก็เริ่มมีสัญญาณชะลอตัว โดยคาดการณ์ GDP ไตรมาส 4/2568 จะขยายตัวเพียง 0.7% ลดลงจากการเติบโต 4.4% ในไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการบริโภคที่อ่อนแอลง

สิ่งที่ตลาดต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในสัปดาห์นี้คือ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในวันที่ 18 มี.ค. ซึ่งคาดว่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% แต่อาจส่งสัญญาณแข็งกร้าว (Hawkish) ผ่าน Dot Plot หากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันกลับมาปะทุ

รวมไปถึงการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB), ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และ ธนาคารกลางแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่ 19 มี.ค. นี้ อีกหนึ่งอีเวนต์ระดับโลกที่สำคัญในสัปดาห์นี้คือ งาน NVIDIA GTC 2026 (16-19 มี.ค.) ซึ่งเปรียบเสมือน "AI Super Bowl"

โดย Jensen Huang เตรียมประกาศทิศทางเทคโนโลยี AI ชิปโมเดลใหม่ รวมถึงเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์ (Robotics) ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนของกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกในอนาคต

การเมืองไทยระทึก

ขณะที่ปัจจัยในประเทศนั้น มองว่าการเมืองไทยเริ่มระทึก จับตา 18 มี.ค. ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตาเลือกตั้งโมฆะหรือไม่ สำหรับปัจจัยภายในประเทศ แม้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจะเดินหน้ามาถึงการประชุมเพื่อเลือกประธานสภาฯ ในวันที่ 15 มี.ค. และเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มี.ค. แล้วก็ตาม

แต่ฝ่ายวิจัยฯ เตือนว่ามีความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องระวังอย่างมาก คือในวันที่ 18 มี.ค. นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดพิจารณาว่าจะรับคำร้องคดี "การพิมพ์บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด" ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากศาลวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ อาจส่งผลให้การเลือกตั้งที่ผ่านมา "เป็นโมฆะ" ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงกดดันตลาดหุ้นไทย (SET Index) อย่างรุนแรงในช่วงสั้นๆ

บาทอ่อนยวบต่างชาติเททิ้งบอนด์ แต่สวนซื้อ 4 กลุ่มหุ้นไทย

ในด้านกระแสเงินทุน (Fund Flow) ประเมินว่าค่าเงินในภูมิภาคเอเชียอ่อนค่ารุนแรงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ นำโดยเงินบาทของไทยที่อ่อนค่าลงถึง -3.76% (ตั้งแต่ต้นเดือน) กลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าแรงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากเงินวอนเกาหลีใต้

ทั้งนี้ ปัจจัยนี้ทำให้ต่างชาติเทขายสินทรัพย์ไทยอย่างหนัก โดยขายสุทธิในตลาดหุ้น 3.3 หมื่นล้านบาท และตลาดตราสารหนี้ 3.4 หมื่นล้านบาท หากเจาะลึกลงไปในพอร์ตการลงทุน พบว่านักลงทุนต่างชาติยังคงเลือกลงทุน (Stock Selection) ทยอยสะสมหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและสอดรับกับเทรนด์โลก

โดยฝ่ายวิจัยฯ แนะนำหุ้น 4 กลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่

  1. กลุ่มพลังงาน (Energy) : โดดเด่นที่สุด นำโดย PTTEP ซึ่งมีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าสูงสุดอันดับ 1 ในเดือนนี้กว่า 4.6 พันล้านบาท สอดคล้องกับราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมี TOP และ SPRC
  2. กลุ่มค้าปลีกและการบริโภค (Commerce) : ถือเป็นหลุมหลบภัยที่ดี นำโดย CPALL, CPN และ KAMART
  3. กลุ่มท่องเที่ยวและเดินทาง (Tourism & Transport) : รับผลดีจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว แนะนำ AOT, MINT และ CENTEL
  4. กลุ่มที่รับข่าวร้ายจากสงครามไปมากแล้ว : แนะนำทยอยสะสม GULF, PTTGC และ IVL

ภาพรวมการลงทุนในช่วงเวลานี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะตลาดที่ต้องรับแรงกดดันจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักของโลก รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางกระแสเงินทุนและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดการเงินกำลังอยู่ในช่วงที่ความเสี่ยงและโอกาสเกิดขึ้นพร้อมกัน การเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ในระยะถัดไปจึงขึ้นอยู่กับพัฒนาการของปัจจัยสำคัญทั้งในระดับโลกและในประเทศ ซึ่งยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปในช่วงเวลานี้.