thansettakij
thansettakij
กูรูส่งสัญญาณหุ้นไทยถึงจุดเปลี่ยนสภาพ จาก 'เปราะบาง' สู่ภาวะ 'ฟื้นตัว'

กูรูส่งสัญญาณหุ้นไทยถึงจุดเปลี่ยนสภาพ จาก 'เปราะบาง' สู่ภาวะ 'ฟื้นตัว'

13 มี.ค. 2569 | 07:32 น.
อัปเดตล่าสุด :13 มี.ค. 2569 | 07:32 น.

ความผันผวนของตลาดโลกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่สิ้นสุด แต่สัญญาณจากวัดความกลัวเริ่มสะท้อนนักลงทุนคลายกังวล กูรูแนะจับตาต่อหากสถานการณ์เดินตามรูปแบบเดิม ตลาดหุ้นไทยอาจเข้าสู่จังหวะการฟื้นตัวในระยะถัดไป

KEY

POINTS

  • สัญญาณความตื่นตระหนกของนักลงทุนต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มลดลง สะท้อนจากดัชนีความกลัว (VIX Index) ที่ปรับตัวลงจากจุดสูงสุด
  • สถิติในอดีตชี้ว่าหลังดัชนี VIX ผ่านจุดพีค ตลาดหุ้นไทย (SET Index) มักจะฟื้นตัวได้ใน 1 เดือน โดยมีโอกาสกลับไปเหนือ 1,500 จุด
  • นักวิเคราะห์แนะนำเก็งกำไรในหุ้นกลุ่ม "Domestic & Growth" ที่จะได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ลดลงและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางระหว่าง อิหร่าน, สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่เขย่าบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะความผันผวนของราคาพลังงานและกระแสเงินทุนในตลาดการเงิน

สัญญาณหนึ่งที่เริ่มปรากฏชัดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือระดับความตื่นตระหนกของนักลงทุนที่เริ่มลดลง สะท้อนผ่านการอ่อนตัวของดัชนีวัดความผันผวนในตลาดหุ้น แม้ว่าราคาน้ำมันดิบยังคงเคลื่อนไหวรุนแรงตามสถานการณ์ความขัดแย้ง

ท่ามกลางความไม่แน่นอนดังกล่าว ปัจจัยด้านพลังงานยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่เชื่อมโยงไปถึงทิศทางเงินเฟ้อ เศรษฐกิจ และตลาดทุนของไทย ขณะเดียวกันความพร้อมด้านความมั่นคงพลังงานของประเทศ

รวมถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในช่วงหลังเหตุการณ์ความตึงเครียดระดับโลกในอดีต กำลังถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อประเมินทิศทางการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ให้มุมมองว่า สถานการณ์การลงทุนทั่วโลกผันผวนหลังความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล ที่ยังคงยืดเยื้อ

ทั้งนี้ พบว่าตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาอารมณ์ความตื่นตระหนกของนักลงทุนเริ่มเบาบางลงอย่างแล้ว แม้ว่าทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกยังคงมีความผันผวนหนักอย่างต่อเนื่อง แต่ดัชนีวัดความกลัว (VIX INDEX) ในปัจจุบันได้ย่อตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 24 แล้ว

ในขณะที่ประเทศไทยนั้น มองว่ายังรับมือวิกฤตพลังงานได้ ย้ำมีน้ำมันสำรองใช้ยาวกว่า 90 วัน ในมิติของเศรษฐกิจไทย ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกับเงินเฟ้อไทยสูงถึง 0.76

สถิติชี้ว่าหากราคาน้ำมันดิบ (WTI) ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นเกิน 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เศรษฐกิจไทยมักจะหดตัวเฉลี่ยที่ -0.15% ไตรมาสก่อน อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้ยืนยันความพร้อมในการรับมือวิกฤต

โดยประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองที่รองรับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดได้นานถึงกว่า 90 วัน แม้ว่าจะไม่สามารถนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้เลยก็ตาม จึงช่วยสร้างความมั่นใจให้ภาคอุตสาหกรรมว่าจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน

สถิติชี้ VIX ผ่านจุดพีคดันหุ้นไทยฟื้น

จากปัจจัยที่กล่าวมา ส่งผลให้ตลาดคาดหวังว่าหากสถานการณ์ดำเนินรอยตามวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เมื่อ VIX INDEX ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ตลาดหุ้นไทย (SET Index) มักจะทยอยฟื้นตัวได้ใน 1 เดือน โดยปรับขึ้นราว 5%

ซึ่งในรอบนี้มีโอกาสที่ SET จะฟื้นตัวกลับไปทะลุระดับ 1,500 จุดได้ ในช่วงที่ความตึงเครียดบรรเทาลงและต้นทุนพลังงานปรับลดลง ฝ่ายวิจัยแนะนำให้เก็งกำไรในหุ้นกลุ่ม "Domestic & Growth" แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. กลุ่มต้นทุนลด กำไรพุ่ง (Cost Reduction & Margin Expansion) : ที่คาดจะได้รับอานิสงส์จากต้นทุนก๊าซและน้ำมันที่ลดลง ช่วยขยายส่วนต่างกำไรให้กว้างขึ้น แนะนำกลุ่มโรงไฟฟ้า อาทิ GULF, BGRIM, GPSC, BCPG, กลุ่มการบริโภค แนะนำ CBG, OSP และกลุ่มปิโตรเคมี/บรรจุภัณฑ์ แนะนำ IVL, SCC และ SCGP
  2. กลุ่มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจและกำลังซื้อ (Demand & Activity Recovery) : แนะนำกลุ่มท่องเที่ยวและการบิน อาทิ AAV, BA, MINT, CENTEL, ERW, กลุ่มการแพทย์ แนะนำ BH, BDMS และกลุ่มสินเชื่อ แนะนำ TIDLOR และ MTC ที่ต้นทุนทางการเงินจะผ่อนคลายลงตามทิศทางเงินเฟ้อ

ภาพรวมสถานการณ์สะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นแรงกระเพื่อมสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะผ่านกลไกของราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ในขณะที่ประเทศไทยยังคงมีปัจจัยรองรับด้านพลังงานที่ช่วยลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในระยะสั้น

ข้อมูลเชิงสถิติจากพฤติกรรมตลาดในอดีต รวมถึงสัญญาณจากดัชนีความผันผวนของตลาดทุน จึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่นักวิเคราะห์ใช้ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงหลังความตึงเครียด

โดยเฉพาะการติดตามจังหวะการคลี่คลายของปัจจัยเสี่ยงระดับโลกควบคู่ไปกับแนวโน้มต้นทุนพลังงานและทิศทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งยังคงเป็นตัวแปรหลักต่อบรรยากาศการลงทุนในระยะต่อไป.