thansettakij
thansettakij
หุ้นไทยสัปดาห์นี้ผันผวนหนัก สงครามดันน้ำมันเสี่ยง 200 ดอลลาร์ แนะถือหุ้นในประเทศ

หุ้นไทยสัปดาห์นี้ผันผวนหนัก สงครามดันน้ำมันเสี่ยง 200 ดอลลาร์ แนะถือหุ้นในประเทศ

16 มี.ค. 2569 | 04:25 น.
อัปเดตล่าสุด :16 มี.ค. 2569 | 04:25 น.

ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้มีแนวโน้มผันผวนตามสถานการณ์โลก หลังความตึงเครียดตะวันออกกลางเสี่ยงดันราคาน้ำมันพุ่ง ขณะที่สหรัฐฯ รื้อสอบสวนการค้าเพิ่มแรงกดดัน โบรกประเมินดัชนีแกว่ง 1,380–1,430 จุด แนะลงทุนหุ้น Domestic Play-ปันผลสูง รับมือความเสี่ยง

KEY

POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้คาดว่าจะผันผวนสูง โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเสี่ยงผลักดันราคาน้ำมันดิบให้พุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • นอกเหนือจากปัจจัยสงคราม ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากการที่สหรัฐฯ รื้อฟื้นการสอบสวนทางการค้ากับไทยภายใต้มาตรา 301
  • มีคำแนะนำให้นักลงทุน "หลบภัยในบ้าน" โดยเน้นถือหุ้นกลุ่มที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) และหุ้นปันผลสูง เพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศ

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ดัชนี SET Index มีโอกาสแกว่งตัวในทิศทางตามตลาดโลก ภายใต้กรอบ 1,380 - 1,430 จุด โดยแรงกดดันหลักหนีไม่พ้นสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความเดือดดาลขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะหลังจากผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านประกาศกร้าวว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป ซึ่งฝั่งกองทัพเรือสหรัฐฯ ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายังไม่พร้อมคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในขณะนี้ แต่มุ่งเป้าไปที่การทำลายฐานโจมตีของอิหร่านก่อน

จากปัจจัยดังกล่าวทำให้โฆษกกองทัพอิหร่านขู่ว่า โลกต้องเตรียมรับมือราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือแพงขึ้นกว่าเท่าตัวจากปัจจุบัน ด้านจีนสั่งระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปทันทีในเดือนมีนาคมเพื่อตุนไว้ใช้ในประเทศ ยิ่งสะท้อนความกังวลขั้นสุดต่อวิกฤตพลังงานครั้งนี้

นอกจากปัจจัยสงครามแล้ว ไทยยังเจอหางเลขจากสหรัฐฯ ที่งัดมาตรา 301 รื้อการสอบสวนทางการค้ากับ 16 ประเทศ ซึ่งมีไทยรวมอยู่ด้วย โดยเพ่งเล็งสินค้ากลุ่มยานยนต์ เครื่องจักร และผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยเกินดุลการค้าสหรัฐฯ และตลาดโลกพุ่งสูงปรี๊ดในปี 68 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยบวกให้ชื่นใจอยู่บ้าง โดยรัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมงัดไม้ตายระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ถึง 172 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์หน้า เพื่อหวังดับไฟราคาน้ำมันที่กำลังพุ่งทะยาน

ส่วนปัจจัยในประเทศทางสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย. (กพท.) ออกมายืนยันชัดเจนว่าวิกฤตนี้ยังไม่กระทบการบิน เพราะน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยังมีเพียงพอ ส่วนน้ำมันดิบก็มีสำรองแน่นๆ ใช้ได้ยาวถึง 3 เดือน

ขณะที่เดียวกันปัจจัยการเมืองไทยก็เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นหลังเปิดประชุมรัฐสภาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (14 มี.ค.) เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร รองประธานสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว  ลำดับต่อไปจะมีการเปิดสภาฯ โหวตเลือกนายกฯ เป็นลำดับต่อไป

ทั้งนี้ โควตาคณะรัฐมนตรีของ "รัฐบาลอนุทิน 2" เริ่มฉายภาพชัดเจนขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้บ้าง แถมยังมีข่าวดีระยะยาวจากกรมรางฯ ที่เตรียมชงโครงสร้างค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่แบบแบ่งโซนและตามระยะเวลา ภายในปลายปี 2569 อีกด้วย

สำหรับไฮไลต์สำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาในช่วงนี้ นอกจากสถานการณ์การเมืองในประเทศอย่างการโหวตนายกฯ และฟอร์มทีม ครม. ชุดใหม่แล้ว ตลอดเดือนมีนาคมยังมีการทยอยประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของไทย ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรม ตัวเลขส่งออก-นำเข้า และรายงานภาวะเศรษฐกิจจาก ธปท. ในวันที่ 31 มีนาคม 2569

ด้านปัจจัยต่างประเทศ วันที่ 16 มีนาคม 2569 จีนและสหรัฐฯ จะรายงานตัวเลขเศรษฐกิจชุดใหญ่ แต่ที่พลาดไม่ได้เด็ดขาดคือ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในวันที่ 17-18 มีนาคม ซึ่งจะมีการประกาศมติอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ทราบกันในเช้าตรู่วันที่ 19 มีนาคมนี้

แนะกลยุทธ์ "หลบภัยในบ้าน"

นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้นั้น ทางฝ่ายแนะนำการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดในสัปดาห์นี้คือ "หลบภัยในบ้าน"

โดยเน้นลงทุนในกลุ่ม Domestic Play และหุ้นปันผลสูง (Yield Play) ที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก ซึ่งจะไม่อ่อนไหวต่อปัจจัยสงครามตะวันออกกลาง โดยมีหุ้นเด่นที่น่าจับตาคือ TRUE, ADVANC, TISCO, BBL และ KBANK