
FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนเข้าโซน 'ร้อนแรงมาก' ทุนต่างชาติไหลเข้า–แบงก์เด่น
ผลสำรวจ FETCO ชี้นักลงทุนมองตลาดหุ้นไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้า “ร้อนแรงอย่างมาก” ดัชนีเชื่อมั่นแตะ 181.16 จากแรงหนุนเงินทุนไหลเข้าและความคาดหวังนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ โดยกลุ่ม แบงก์ ถูกมองเป็นหุ้นเด่น ขณะที่ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ
KEY
POINTS
- ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ในเกณฑ์ "ร้อนแรงอย่างมาก" ที่ระดับ 181.16 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2
- ปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นที่สำคัญที่สุดคือการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างชาติ ซึ่งในเดือน ก.พ. 69 ซื้อสุทธิกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท
- หมวดธุรกิจที่นักลงทุนมองว่าน่าสนใจมากที่สุดคือกลุ่มธนาคาร (BANK) ขณะที่หมวดยานยนต์ (AUTO) น่าสนใจน้อยที่สุด
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 (สำรวจระหว่างวันที่ 20-28 กุมภาพันธ์ 2569) พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 181.16 ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก” ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2
โดยนักลงทุนมองว่า การไหลเข้าของเงินทุน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือสถานการณ์การเมืองในประเทศ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รองลงมาคือ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และสงครามการค้า
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) สำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้
- ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (พฤษภาคม 2569) อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก” (ช่วงค่าดัชนี 160-200) ที่ระดับ 181.16
- ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคลอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ในขณะที่ กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ กลุ่มนักลงทุนสถาบัน และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก”
- หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ ธนาคาร (BANK)
- หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดยานยนต์ (AUTO)
- ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การไหลเข้าของเงินทุน
- ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ ผลสำรวจ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคลปรับเพิ่ม 16.9% อยู่ที่ระดับ 151.56 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่ม 22.2% อยู่ที่ระดับ 183.33 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับเพิ่ม 53.4% อยู่ที่ระดับ 187.50 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศทรงตัว อยู่ที่ระดับ 200.00
นอกจากนี้ ดัชนี SET Index ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เคลื่อนไหวภายใต้แรงหนุนจาก สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งและความคาดหวังต่อเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ ควบคู่กับ กนง. มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เพื่อพยุงการฟื้นตัวเศรษฐกิจ
ส่งผลให้เงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดทุนไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงกดดันจาก ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางในช่วยปลายเดือน
โดย SET Index ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปิดที่ 1,528.26 ปรับขึ้น 15.29% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 59,748 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 54,596 ล้านบาท นับตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมในตลาดหลักทรัพย์ฯ 58,905 ล้านบาท
สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลกและความผันผวนของราคาพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างมหาอำนาจและนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ล่าสุดปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากทั่วโลกเป็น 15% เพื่อตอบโต้ประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้า แม้จะมีคำสั่งศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่มองว่าการเก็บภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในส่วนของปัจจัยในประเทศ ปัจจัยด้านการเมืองและการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ยังคงเป็นตัวแปรหลักที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะความชัดเจนของเสถียรภาพรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนสาธารณะ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ”

