
สงครามตะวันออกกลางปะทุ ดันน้ำมันพุ่ง-กดหุ้นโลก SET ไม่อาจต้านร่วงต่อ 54 จุด
ตลาดหุ้นโลกแดงทั้งกระดานหลังตะวันออกกลางเดือด SET เช้าดิ่ง 54 จุด ต่างชาติขายต่อ โบรกแนะรอดูสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- สงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น
- สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยดัชนีสำคัญทั้งในสหรัฐฯ และเอเชียปรับตัวลดลงอย่างหนัก
- ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้รับผลกระทบโดยตรง ทำให้ดัชนีปรับตัวลดลงกว่า 54 จุด สอดคล้องกับทิศทางตลาดโลก
ท่ามกลางการปะทุสงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีแนวโน้มการยุติลงได้ในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นหลักของโลกปรับตัวลดลงกันทั่วหน้า โดยดัชนี Dow Jones ลดลง 453.19 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 0.95% มาอยู่ที่ระดับ 47,501.55 จุด
เช่นเดียวกันกับดัชนี S&P 500 ที่ปิดตลาดปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 6,740.02 จุด ลดลง 90.69 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 1.33% และดัชนี Nasdaq ปิดตลาดลดลง 361.31 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 1.59% มาอยู่ที่ระดับ 22,387.68 จุด
ขณะเดียวกันตลาดหุ้นฝั่งเอเชียก็มีการปรับตัวลดลงสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน โดยเปิดการซื้อขายในภาคเช้าวันนี้ (เวลา 11.42 น.) ดัชนี Nikkei 225 ลดลง 3,768.84 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 6.78% มาอยู่ที่ 51,836.50 จุด, ดัชนี Shanghai ลงมาอยู่ที่ 4,077.68 จุด ลด 46.51 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 1.13%
ขณะที่ดัชนี Hang Seng อยู่ที่ระดับ 25,104.00 ลดลง 653.29 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 2.54% และดัชนี KOSPI ดัชนีอยู่ที่ 5,124.76 จุด ลดลง 460.11 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 8.24%
สำหรับความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ (9 มี.ค. 69) เปิดการซื้อขายภาคเช้า ณ เวลา 11.33 น. อยู่ที่ระดับ 1,355.98 จุด ลดลง 54.39 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 3.86% จากปิดตลาดก่อนหน้า ในระหว่างนี้ดัชนีแกว่งตัวชนกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 1,367.40 - 1,331.23 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 49,746.32 ล้านบาท
5 หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด
- PTTEP ราคา 145.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท หรือ 2.47% มูลค่าซื้อขาย 4,500.54 ล้านบาท
- DELTA ราคา 235.00 บาท ลดลง 20.00 บาท หรือ 7.84% มูลค่าซื้อขาย 3,456.13 ล้านบาท
- KBANK ราคา 182.00 บาท ลดลง 6.00 บาท หรือ 3.19% มูลค่าซื้อขาย 3,305.41 ล้านบาท
- GULF ราคา 53.25 บาท ลดลง 2.75 บาท หรือ 4.91% มูลค่าซื้อขาย 2,608.17 ล้านบาท
- ADVANC ราคา 349.00 บาท ลดลง 12.00 บาท หรือ 3.32% มูลค่าซื้อขาย 2,287.27 ล้านบาท
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (6 มี.ค. 69) สหรัฐฯ รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ลดลง 9.2 หมื่นราย พร้อมกับอัตราการว่างงานที่ 4.4% เร่งขึ้นจากเดือนก่อนและมากกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 4.3%
สะท้อนถึงตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้นหากเป็นสถานการณ์ปกตินักลงทุนอาจมองบวกเพราะจะทำให้ FED มีการลดดอกเบี้ย แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ปัจจุบันค่อนข้างแตกต่าง เนื่องจากมีปัจจัยกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน
ราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นมาราว 50% จากจุดต่ำสุดจะเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนที่จะเร่งขึ้นในทุกๆมิติทั้งภาคบริการ การขนส่ง การผลิต รวมถึงผู้บริโภคจะมีอำนาจจับจ่ายที่น้อยลงจากต้นทุนที่เร่งขึ้น
หากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ภาวะเช่นนี้ก็อาจจะเข้าสู่ Stagflation เป็นภาวะที่กดดันตลาดหุ้นค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามในอีกมิติหนึ่งก็อาจบ่งชี้ว่าสหรัฐฯกำลังเริ่มมีปัญหาเศรษฐกิจ Trump และหากเงินเฟ้อยิ่งเร่งตัวขึ้นจะกดดันเศรษฐกิจสงครามอาจจะเบาบางลงก็เป็นไปได้เช่นกัน
ทั้งนี้ สถานการณ์ล่าสุดยังคงรุนแรงฝั่งอิสราเอลโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของอิหร่านอาจกดดันให้น้ำมันดิบขยับขึ้นต่อพร้อมกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่มีโอกาสปรับฐาน กลับมาที่ SET INDEX ในวันศุกร์พบว่าปรับลงเล็กน้อย (-0.5%) แต่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิที่ 6.6 พันล้านบาท
ขณะเดียวกันก็เริ่มเห็นสถาบันกลับมาซื้อสุทธิราว 2.8 พันล้านบาท ประเมินนักลงทุนต่างชาติอาจลดความเสี่ยงแต่สถาบันกลับเข้ามาซื้อเพราะหลายๆบริษัทเริ่มมี Valuation ที่น่าสนใจ อาทิ MINT MTC HMPRO CPALL
คืนนี้ไม่มีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามรอดูเพียงพัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง แต่ทั้งนี้ล่าสุดเช้านี้พบว่าราคาน้ำมันดิบ BRENT +15.9% ทดสอบระดับ 107.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มองเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกผ่านความกังวลเงินเฟ้อและต้นทุนจะเร่งขึ้นกดดันการบริโภคพร้อมกับโอกาสลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกที่น้อยลง
สำหรับวันนี้ (9 มีค. 69) ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1,375 - 1,420 รับแรงกดดันจากตลาดหุ้นทั่วโลกที่เช้านี้ปรับฐาน (Dow Future -1.8%) แต่ยังพอจะได้แรงหนุนจากกลุ่มน้ำมันมาเป็นตัวช่วยประคองแต่ Sector ที่เหลือจะโดนกดดัน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า สายการบิน
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนนักลงทุนระยะสั้นแนะนำให้ Wait & See เพราะสถานการณ์ยังไม่นิ่ง แต่นักลงทุนระยะกลาง - ยาว แนะจังหวะปรับฐานเป็นโอกาสเพราะเชื่อว่าท้ายที่สุดจะจบลงได้เพียงแต่ใช้ระยะเวลา ในช่วงเกิดยูเครน - รัสเซีย พบว่าหุ้นที่ Outperform ได้แก่ PTTEP BCP BANPU BDMS CPALL KBANK และ BBL

