thansettakij
thansettakij
ศาลสหรัฐฯ สกัดเกมภาษีทรัมป์ หุ้นโลกบวก ส่งออกเด่น นิคมฯ เสี่ยง

ศาลสหรัฐฯ สกัดเกมภาษีทรัมป์ หุ้นโลกบวก ส่งออกเด่น นิคมฯ เสี่ยง

23 ก.พ. 2569 | 01:30 น.

ศาลฎีกาสหรัฐฯ ตีกรอบอำนาจภาษีทรัมป์ ก่อนประกาศ Baseline Global Tax 10% ลดแรงกดดันค้าโลก หนุนหุ้นส่งออก–Global Play ระยะสั้น แต่สมดุลแข่งขันใหม่อาจกดดันหุ้นนิคมฯ และ Bond Yield เสี่ยงเด้ง นักลงทุนจับตาความไม่แน่นอนหลังครบ 150 วัน

KEY

POINTS

  • ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติห้ามประธานาธิบดีทรัมป์ใช้อำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (IEEPA) เพื่อเก็บภาษีตอบโต้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผ่อนคลายในระยะสั้น
  • คาดว่าอัตราภาษีนำเข้าไทยจะถูกปรับลดลงเหลือ 10% ซึ่งเป็นผลดีต่อกลุ่มส่งออกและเศรษฐกิจโดยรวม
  • การใช้ภาษีอัตราเดียว 10% ทั่วโลกอาจทำให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันด้านการย้ายฐานการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า จากประเด็นเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมา ศาลฎีกาของสหรัฐฯ ด้วยคะแนนเสียง 6 : 3 ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจอาศัยกฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) เป็นฐานในการจัดเก็บภาษีศุลกากรแบบ “ตอบโต้” แต่อย่างไรก็ตามไม่มีการพูดคุยเกี่ยวกับการคืนภาษีที่ได้เก็บไป ดังนั้นไม่น่าจะเห็นการคืนภาษีเกิดขึ้นกลับมาเป็นรายได้

ผลกระทบ (index pointing right) อัตราภาษีนำเข้าไทยจะถูกปรับลดลงจาก 19% เป็น 10% เพราะภายหลังจากศาลตัดสิน Trump ประกาศใช้ Section 122 เป็น Baseline Global tax 10% มองไวไวอาจเป็นปัจจัยหนุนที่ไทยโดนภาษีลดลงแต่ขณะเดียวกันก็อาจเป็นปัจจัยกดดันเช่นกัน เพราะไม่มีส่วนต่างภาษีทำให้ทุกๆ ประเทศโดนเท่ากันที่ 10%

จากนี้การแข่งขันก็ขึ้นกับคุณภาพของสินค้า และเมื่อเผชิญกับภาษีเพียง 10% อาจทำให้ไทยเสียเปรียบในเชิงการย้ายฐานผลิต จากเดิมหากเวียดนามหรือจีนโดนภาษีสูงกว่าไทยก็จูงใจต่อการย้ายฐานผลิตมาไทย

ทั้งนี้ ในระยะสั้นดีกับกลุ่มส่งออกและอาจลบกับนิคมอุตสาหกรรม รวมไปถึง GLobal Play อย่างปิโตรเคมีคาด Demand อาจดีขึ้นทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตาม Section 122 จะมีอายุอยู่เพียง 150 วัน หากจะขยายอายุต่อจะต้องผ่านสภาคองเกรส ซึ่งกำลังจะเข้าใกล้ช่วงเลือกตั้งกลางเทอมหาก Trump เดินเกมผิดพลาดอาจเสียคะแนนเสียงให้กับเดโมแครต 

บวกสั้นกลางเสี่ยง (index pointing right)

โดยมองว่าระยะสั้นทั่วโลกคลายกังวลเรื่องภาษี แต่เชื่อว่าระหว่างนี้ Trump อาจมองหาโอกาสอื่นๆในการเพ่งเล็งเรื่องภาษีเช่น Section 301 (เมื่อพบว่าคู่ค้ามีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่นขโมยทรัพย์สินทางปัญญา กีดกันสินค้าสหรัฐฯ) ก็อาจใช้เครื่องมือนี้มาจัดการแต่ละประเทศได้ 

อย่างไรก็ตามต้องให้ USTR ส่งหลักฐานให้ชัดเจน (ใช้เวลา) หรือ Section 232 ภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ ทรัมป์เคยใช้มาตรการนี้โดยเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม เพราะอ้างว่าสหรัฐฯ ผลิตเหล็กเองไม่ได้

ซึ่งอาจจะกระทบต่ออาวุธยุทโธปกรณ์ Section 338 ใช้เมื่อสหรัฐฯมองว่ามีการเลือกปฎิบัติต่อสินค้าสหรัฐฯ กรณีเลวร้ายอาจขึ้นภาษีได้ถึง 50% แต่ไม่ว่าจะ Section ไหนต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐเพื่อหลักฐานที่ชัดเจน 

สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นและสินทรัพย์ต่างๆ (index pointing right) นั้น ประเมินว่าตลาดหุ้นโลกมีโอกาสผ่อนคลายระยะสั้น แต่รัฐบาลสหรัฐฯอาจสูญเสียรายได้จากภาษีมหาศาลคาดการณ์ที่ราวๆ 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะที่ตลาด Bond อาจกระทบเชิงลบจากความคาดหวังว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องกู้เงินมหาศาล (Yield เด้ง) เป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้น แต่ธนาคารกลางสหรัฐฯอาจเป็นคนที่สบายใจกับเรื่องนี้เพราะต้นทุนสินค้าจะลดลง (ผ่อนคลายเงินเฟ้อ)

เนื่องจากผู้บริโภคอาจมีอำนาจจับจ่ายมากขึ้นจากต้นทุนภาษีที่ลดลง ดีกับเศรษฐกิจโดยรวมทั้งโลกและสหรัฐฯ หากประเมิน Heatmap สหรัฐฯ พบว่าค้าปลีกปปรับขึ้น (Amazon) กลุ่มบัตรเครดิต (VISA Master Card) รวมไปถึง TECH

จากประเด็นดังกล่าว ส่งผลให้มองว่ามีโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศมีแนวโน้มที่จะกลับเข้ามายังตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) เพิ่มมากขึ้นในระยะนี้ เพราะผ่อนคลายจากภาษี สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ปลอกภัยอย่างทองคำนั้น มองว่าประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลในเชิงลบเนื่องจากทรัมป์อาจจะจัดเต็มไม่ได้มากนัก