
BYD ประกาศฮุบ ‘คิงส์ฟอร์ด’ กางแผนปรับโครงสร้างใหญ่ สู่โฮลดิ้งเต็มตัว
บอร์ด BYD ไฟเขียวเข้าซื้อกิจการ "หลักทรัพย์คิงส์ฟอร์ด" (KFS) มูลค่ากว่า 374 ล้านบาท พร้อมกางโรดแมปปรับโครงสร้างธุรกิจแบบ PBT ผันตัวสู่ Holding Company หวัง Synergy ต่อยอดธุรกิจหลักทรัพย์ครบวงจร คาดแล้วเสร็จไตรมาส 2/69
สะเทือนวงการโบรกเกอร์ เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด)บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BYD มีมติปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ด้วยการเข้าซื้อกิจการของบริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) หรือ KFS พร้อมวางกลยุทธ์การโอนกิจการบางส่วน (PBT) เพื่อมุ่งสู่การเป็นบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) อย่างเต็มรูปแบบ
เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 บอร์ด BYD ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติแผนการเข้าลงทุนใน KFS ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และที่ปรึกษาทางการเงินชั้นนำ
การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจ แต่คือการ “Synergy” เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายส่วนแบ่งการตลาดในระยะยาว
ทั้งนี้ ก่อนการเข้าลงทุน BYD จะให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กลุ่ม KFS เพื่อสร้างเสถียรภาพ โดยให้เงินกู้ยืมแก่ KFH (บริษัทแม่ของ KFS) จำนวน 30 ล้านบาท โดยใช้หุ้น KFS สัดส่วน 90% เป็นหลักประกัน
จากนั้นให้เงินกู้ยืมด้อยสิทธิแก่ KFS วงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท เพื่อรักษาระดับเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ (NC) และอัตราส่วนเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ (NCR) ของ KFS ให้เป็นไปตามเกณฑ์
ส่วนกระบวนการเข้าลงทุนครั้งนี้ BYD วางแผนดำเนินการอย่างเป็นระบบแบ่งเป็น 2 ระยะสำคัญ มูลค่ารวมกว่า 374.56 ล้านบาท เพื่อให้ KFS มีสถานะเป็นบริษัทย่อยของ BYD ดังนี้
- ขั้นที่ 1: การเข้าซื้อหุ้นสามัญเดิม BYD จะเข้าซื้อหุ้น KFS จากบริษัท คิงส์ฟอร์ด โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KFH จำนวน 850.50 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 90% ในราคาหุ้นละ 0.04404 บาท ซึ่งจะทำให้ KFS เปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทย่อยของ BYD ทันที
- ขั้นที่ 2: การลงทุนในหุ้นเพิ่มทุน ภายหลังเป็นบริษัทย่อย KFS จะดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนตามสัดส่วน (RO) โดย BYD จะใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนอีก 7,654.50 ล้านหุ้น ในราคาเดียวกัน เพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นที่ 90% และเสริมความแข็งแกร่งด้านฐานเงินทุนให้แก่ KFS
ภายหลังจาก KFS กลายเป็นบริษัทย่อยแล้ว BYD จะดำเนินการปรับโครงสร้างภายในกลุ่ม โดย BYD จะโอนสินทรัพย์ หนี้สิน พนักงาน ระบบงาน และบัญชีลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับ "ธุรกิจหลักทรัพย์" ทั้งหมดไปไว้ที่ KFS และ KFS จะออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ให้แก่ BYD เพื่อเป็นค่าตอบแทนในการรับโอนกิจการ ซึ่งจะทำให้ BYD ถือหุ้นใน KFS เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 95%
เมื่อธุรกรรมทั้งหมดเสร็จสิ้น BYD จะเปลี่ยนไปประกอบธุรกิจหลักโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) โดยมี KFS เป็นบริษัทแกน (Flagship Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ จากนั้น BYD จะคืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ให้แก่สำนักงาน ก.ล.ต. แต่จะยังคงเก็บใบอนุญาตที่ปรึกษาทางการเงินไว้เพื่อดำเนินงานภายใต้ BYD ต่อไป
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าว ต้องได้รับมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของผู้มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง โดยที่งบการเงินของ KFS ต้องได้รับการตรวจสอบแบบไม่มีเงื่อนไข (Unqualified Opinion) และได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ
คาดว่าจะจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 1 เมษายน 2569 และธุรกรรมทั้งหมดคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายใน ไตรมาสที่ 2 ของปี 2569

