thansettakij
หุ้นไทยแรงไม่หยุด! พุ่ง 1,491.06 จุด บวก 24.39 จุด วอลุ่มซื้อขายเฉียด 6 หมื่นล้าน

หุ้นไทยแรงไม่หยุด! พุ่ง 1,491.06 จุด บวก 24.39 จุด วอลุ่มซื้อขายเฉียด 6 หมื่นล้าน

19 ก.พ. 2569 | 06:00 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ก.พ. 2569 | 06:00 น.

ตลาดหุ้นไทยซื้อขายภาคเช้าวันนี้ทะยาน 1,491.06 จุด บวก 24.39 จุด มูลค่าซื้อขาย 5.8 หมื่นล้าน พบ PTT-CPALL-DELTA-GULF-PTTEP นำตลาด

KEY

POINTS

  • ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าพุ่งขึ้น 24.39 จุด มาอยู่ที่ระดับ 1,491.06 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายเกือบ 6 หมื่นล้านบาท
  • ตลาดได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น
  • แรงซื้อยังมาจากปัจจัยในประเทศ โดยเฉพาะผลประกอบการไตรมาส 4/68 ที่ส่วนใหญ่ออกมาใกล้เคียงคาดการณ์ และแรงเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มธนาคารและการเงิน

ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ (19 ก.พ.69) พักการซื้อขายภาคเช้าอยู่ที่ระดับ 1,491.06 จุด เพิ่มขึ้น 24.39 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 1.66% ในช่วงระหว่างการซื้อขายภาคเช้าดัชนีแกว่งตัวชนกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 1,494.06-1,471.12 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 58,014.37 ล้านบาท

5 หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด

  • PTT ราคา 37.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 2.07% มูลค่าซื้อขาย 8,442.09 ล้านบาท
  • CPALL ราคา 53.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท หรือ 2.87% มูลค่าซื้อขาย 3,799.93 ล้านบาท
  • DELTA ราคา 236.00 บาท เพิ่มขึ้น 12.00 บาท หรือ 5.36% มูลค่าซื้อขาย 3,496.70 ล้านบาท
  • GULF ราคา 60.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 1.26% มูลค่าซื้อขาย 2,422.97 ล้านบาท
  • PTTEP ราคา 138.50 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท หรือ 2.59% มูลค่าซื้อขาย 2,304.46 ล้านบาท

บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้น 4.4% จากความกังวลต่อสหรัฐฯ ใช้กำลังทหารอิหร่าน หลังรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยว่า อิหร่านไม่ทำตามข้อตกลงที่สหรัฐฯกำหนดในการเจรจานิวเคลียร์

ทำให้สหรัฐฯ มีสิทธิ์ใช้กำลังทหารหากการเจรจาล้มเหลว แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯและภูมิภาคเช้านี้ยังยืนบวกสะท้อนตลาดไม่อยู่โหมด Risk Off กับเหตุการณ์ข้างต้น และน่าจะเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานของทางฝ่าย

ทั้งนี้ แม้ช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นกลุ่มพลังงานจะปรับขึ้นมาพอสมควรแต่ยังคงมีประเด็นน่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่ม โรงกลั่นที่เราให้น้ำหนักการลงทุนเชิงบวกมากที่สุด จากโอกาสในการปรับมูลค่าเพิ่ม (re-rating) เนื่องจากปัจจุบันหุ้นในกลุ่มซื้อขายที่ระดับ P/BV เพียง 0.6–0.8 เท่า

ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 0.9–1.2 เท่า มากกว่า 1SD แนวโน้มกำไรในปี 2569 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นตามค่าการกลั่น (GRM) ที่สูงขึ้น โดยเราประเมินว่า GRM จะเฉลี่ยราว 6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับ 4.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงปี 2567–2568

อีกทั้งอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูงจะช่วยพยุงราคาหุ้นได้เพิ่มเติม เราสลับมาเลือก BCP เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มในฐานะ Laggard และ Valuation น่าสนใจ

ขณะที่ปัจจัยในประเทศการรายงานงบในไตรมาส 4/2568 เฉพาะหุ้นที่ Bloomberg Consensus คาดการณ์ รายงานไปแล้ว 52%ของ Market Cap กำไรโดยรวมใกล้เคียงคาดทำให้ความเสี่ยง Earnings Downgrade จำกัด ส่วนวันนี้ติดตามการรายงานงบเพิ่มเติมของ BH TRUE PTT ICHI GFPT BBIK

โดยวานนี้ SET Index ปิดที่ 1466.7 จุด +7 จุด หรือ +0.5% มูลค่าซื้อขาย 6.8 หมื่นล้านบาท ต่างชาติยังซื้อสุทธิต่อ 2 พันล้านบาท แรงหนุนหลักมาจากกลุ่มธนาคาร +1.4% นำโดย TTB ที่มีประกาศซื้อหุ้นคืนรอบ 3 วงเงิน 9.6 พันล้านบาท

กลุ่มไฟแนนซ์ +1.7% จาก MTC งบดีกว่าคาดสร้างแรงเก็งกำไรหุ้นตัวอื่นๆ TIDLOR+5% SAWAD +4% กลุ่มนิคมไปต่อ AMATA +4% WHA +3% หนุนต่อเนื่อง หลัง รมต.คมนาคม เร่งผลักโครงการ EEC ดันแผน PPP ระหว่างรัฐกับเอกชน ภายในเดือน ก.พ. นี้

ด้านกลุ่มที่ปรับลง ICT-0.7% จาก TRUE จากเครือข่าย DTAC ล่มในบางพื้นที่ นักลงทุนกังวลมาตรการชดเชยให้กับลูกค้า

สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อตลาดทุน รายงานการประชุม Fed ยังบ่งชี้โทนระมัดระวัง ส่งผลให้ตลาดการเงินแกว่งในกรอบแคบ รายงานการประชุม FOMC บ่งชี้มุมมอง Fed ว่าต้องการพักประเมินสถานการณ์ มากกว่าจะเร่งผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม

โดยส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ตลาดแรงงานเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น และมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันเหมาะสม ซึ่งไม่กระตุ้นและไม่กดดันเศรษฐกิจมากเกินไป จึงมีมติ คงดอกเบี้ย หลังจากได้ปรับลดไปแล้ว 3 ครั้งก่อนหน้า

ล่าสุดตลาดการเงินยังคง Price-in การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง (รวม 50 bps) ภายในปีนี้ ซึ่งสะท้อนมุมมองที่เชื่อมั่นต่อ Scenario แบบ Soft Landing ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามรายงานครั้งนี้ยังสะท้อนความเห็นที่แตกต่างภายในอย่างชัดเจน ทั้งเห็นว่าการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม คงดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งมีบางส่วนเปิดช่องการขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังสูงกว่ากรอบ 2% ซึ่งถือเป็นโทนที่เข้มงวดกว่าที่ประธาน Fed เคยส่งสัญญาณไว้ก่อนหน้านี้