thansettakij
เงินเฟ้อสหรัฐสะดุด Yield อ่อนแรง กูรูมองบวกหุ้นไทยกลุ่มเล็ก Valuation ถูก

เงินเฟ้อสหรัฐสะดุด Yield อ่อนแรง กูรูมองบวกหุ้นไทยกลุ่มเล็ก Valuation ถูก

16 ก.พ. 2569 | 03:23 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ก.พ. 2569 | 03:23 น.

โบรกชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด กด Bond Yield อ่อนแรง เพิ่มน้ำหนักคาดการณ์ FED ลดดอกเบี้ย หนุนบรรยากาศลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง พร้อมมองเศรษฐกิจไทยพ้น Technical Recession แนะจับตาหุ้น Small Cap หลัง Valuation ยังถูกและ Dividend Yield สูง

KEY

POINTS

  • เงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอตัวต่ำกว่าคาดการณ์ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุน
  • นักวิเคราะห์มองว่ากระแสเงินทุนมีแนวโน้มไหลเข้าสู่หุ้นไทยขนาดเล็ก (Small Cap) มากขึ้น หลังจากหุ้นใหญ่ปรับตัวขึ้นไปก่อนหน้า
  • หุ้นขนาดเล็กมีความน่าสนใจจากมูลค่า (Valuation) ที่ยังถูก มีราคา Laggard และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยว่า ทิศทางการลงทุนในขณะนี้ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยมหภาค ทั้งฝั่งสหรัฐฯ ที่ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือนมกราคมออกมาที่ 2.4% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าคาดที่ 2.5% และชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า

ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงต่อเนื่องใกล้หลุดระดับ 4% สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยมากกว่า 2 ครั้งในปีนี้ โดยเครื่องมือ FedWatch Tool ให้น้ำหนักเกิน 50% ที่ FED จะเริ่มลดดอกเบี้ยครั้งแรกในการประชุมเดือนมิถุนายน 2569

พร้อมกันนี้ ยังต้องจับตา GDP ไทยพ้นวิกฤตเมื่อการเมืองมีเสถียรภาพ โดยปัจจัยภายในประเทศ ฝ่ายวิจัยฯ คาดการณ์ว่า GDP ของไทยในไตรมาส 4/2568 จะขยายตัว 1.3% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และ 0.6% จากไตรมาสก่อน

ซึ่งเป็นการกลับมาเป็นบวกหลังจากติดลบในไตรมาสก่อนหน้า ช่วยให้เศรษฐกิจไทยรอดพ้นจากภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการส่งออกที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ ความชัดเจนทางการเมืองหลังการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล รวมเสียงได้ 295 เสียง ซึ่งถือเป็นเสถียรภาพที่เกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญให้สามารถเร่งผลักดันงบประมาณปี 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยแนะนำกลยุทธ์ 'Horizon Market View' โดยมองว่าแม้ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว (DM) จะเริ่มมีความน่าสนใจน้อยลงจากความผันผวน แต่ตลาดหุ้นไทยกลับมีสัญญาณเม็ดเงินหมุนเวียนมาสู่ 'หุ้นขนาดเล็ก' (Small Cap) มากขึ้น หลังจากมูลค่าตลาด (Market Cap) ของหุ้นใหญ่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วหลังเลือกตั้ง

โดยมีเหตุผลสนับสนุน 3 ประการ ได้แก่
1. สภาพคล่องสูง: มูลค่าการซื้อขาย (Turnover) ของดัชนี sSET เฉลี่ยสูงถึง +80% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย YTD
2. ราคา Laggard: ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดัชนี sSET ปรับฐานลงลึกถึง -46% ในขณะที่ SET50 ปรับลงเพียง -3%
3. Valuation จูงใจ: ปัจจุบัน sSET มีค่า P/BV เพียง 0.8 เท่า (เทียบกับ SET50 ที่ 1.55 เท่า) และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 5%

หุ้นเด่นน่าสะสม ฝ่ายวิจัยฯ ได้คัดกรองหุ้นในกลุ่ม sSET ที่น่าสนใจ โดยแบ่งเป็น 2 ธีมหลัก ดังนี้:

  • • กลุ่มที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว (Sentiment/Story): ได้แก่ THCOM, SKY, COCOCO, SAPPE, NER, MEDEZE และ SHR
  • • กลุ่มที่มูลค่าถูก (PBV < 1) และปันผลสูง (> 5%): ได้แก่ PSL, ROJNA, SCGD, TTA, PSH, SC, SAT, AH, III และ MASTER

ปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องติดตามความเสี่ยงจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ล่าสุดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ได้เพิ่มรายชื่อบริษัทจีนอย่าง Alibaba, BYD, Baidu และอื่นๆ เข้าในบัญชีดำ (Blacklist) ที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน

ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน, รวมถึงความผันผวนในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่ตลาดยังคงมีความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI แม้ว่าความต้องการสินค้า AI ยังคงสูง ดังเห็นได้จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ EssilorLuxottica ที่มียอดขายแว่นตา AI Glasses สูงกว่าคาด