thansettakij
GULF ผงาดขึ้นแท่นเบอร์ 1 'กสิกรไทย' หลังถือหุ้นทะลุ 10%

GULF ผงาดขึ้นแท่นเบอร์ 1 'กสิกรไทย' หลังถือหุ้นทะลุ 10%

14 ก.พ. 2569 | 07:50 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ก.พ. 2569 | 07:54 น.

GULF ขยับใหญ่ เดินเกมสะสมหุ้น KBANK ต่อเนื่อง 2 ปี ล่าสุดทะลุ 10% ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดที่มีสิทธิออกเสียง จับตายุทธศาสตร์ใหม่แบงก์ไทย เชื่อมพลังงาน-ดิจิทัล-การเงินในอนาคต

การขยับตัวของทุนขนาดใหญ่ในตลาดทุนไทยยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างธุรกิจการเงินอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานการเข้าซื้อหุ้นธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เพิ่มเติม จนทำให้สัดส่วนการถือหุ้นขยับขึ้นมาอยู่ที่ 10.0298%

ส่งผลให้ GULF ก้าวขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของธนาคารทันที รองจากบริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (Thai NVDR)

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยผ่านแบบรายงาน 246-2 ว่า เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 GULF ได้เข้าซื้อหุ้น KBANK เพิ่มจำนวน 2,949,600 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.1254% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ในราคาหุ้นละ 197 บาท รวมมูลค่าประมาณ 581 ล้านบาท

ส่งผลให้จำนวนหุ้นที่ถือครองของ GULF รวมเพิ่มเป็น 235,805,000 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 10.0298% ของทุนจดทะเบียน

สำหรับรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ KBANK จำนวน 10 อันดับแรก ณ วันที่ 11 ก.ย.2568 ประกอบด้วย 

  1. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด จำนวน 324,517,651 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 13.70%
  2. STATE STREET EUROPE LIMITED จำนวน 193,651,041 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 8.17%
  3. SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED จำนวน 119,822,544 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 5.06%
  4. STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY จำนวน 114,732,014 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 4.84%
  5. บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF จำนวน 107,342,600 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 4.53%
  6. สำนักงานประกันสังคม จำนวน 78,434,100 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 3.31% 
  7. THE BANK OF NEW YORK MELLON จำนวน 69,648,219หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 2.94% 
  8. SOUTH EAST ASIA UK (TYPE A) NOMINEES LIMITED จำนวน 52,807,003 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 2.23%
  9. บริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด จำนวน 44,447,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 1.88%
  10. กองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง จำนวน 41,890,800 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 1.77% 

ดังนั้นจากการซื้อหุ้น KBANK ของ GULF ในครั้งนี้ ทำให้ GULF ขยับขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 รองจาก บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ที่ถือหุ้น KBANK อันดับ 1 สัดส่วน 13.70%

 

แม้ในเชิงโครงสร้างผู้ถือหุ้น Thai NVDR จะยังคงถือหุ้นในสัดส่วนสูงสุดที่ 13.70% แต่เนื่องจากเป็นบัญชีที่ไม่มีสิทธิออกเสียง (Non-Voting Rights) ทำให้ในทางปฏิบัติ GULF กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายเดี่ยวที่มีสิทธิออกเสียงสูงสุดของ KBANK ซึ่งเพิ่มน้ำหนักต่อบทบาทในเชิงยุทธศาสตร์และการกำหนดทิศทางธุรกิจในอนาคต

สำหรับเส้นทางการสะสมหุ้นของ GULF ใน KBANK เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา  โดยเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2567

  • ต้นปี 2567 เริ่มปรากฏชื่อครั้งแรกในอันดับที่ 14 ถือหุ้นเพียง 0.87%
  • มีนาคม 2568 ขยับขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 5 ที่สัดส่วน 3.25%
  • พฤษภาคม 2568  รุกหนักต่อเนื่องจนแตะ 5.23% ก้าวข้ามเกณฑ์รายงาน "แบบ 246-2" ต่อ ก.ล.ต. เป็นครั้งแรก
  • 12 กุมภาพันธ์ 2569 ควักเงินอีกกว่า 581 ล้านบาท ซื้อหุ้นเพิ่ม 2.95 ล้านหุ้น ดันสัดส่วนรวมทะลุ 10.0298%

การถือหุ้นล่าสุดของ GULF ทำให้สัดส่วนทะลุระดับ 10% ซึ่งเป็นระดับสำคัญตามเกณฑ์ของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงินที่ต้องผ่านการพิจารณาจากธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน

นักวิเคราะห์ประเมินว่า การรุกคืบของ GULF ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการลงทุนเพื่อหวังเงินปันผลที่ระดับ 7-8% เท่านั้น แต่เป็นหมากรบสำคัญในการสร้าง "Financial Ecosystem" ขนาดใหญ่ โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาดังนี้

  1. Synergy ข้ามอุตสาหกรรม: การเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ระหว่างกลุ่มพลังงาน (GULF), มือถือและดิจิทัล (ADVANC) เข้ากับนวัตกรรมการเงินของ KBANK
  2. เสริมแกร่ง Virtual Bank: แม้ GULF จะมีพันธมิตรอย่าง KTB และ OR ในโปรเจกต์ Virtual Bank อยู่แล้ว แต่การมีอิทธิพลใน KBANK จะยิ่งช่วยเสริมแต้มต่อในโลกการเงินดิจิทัลให้ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า
  3. Data Center: การใช้ GSA (Data Center) เป็นศูนย์กลางรองรับปฏิบัติการของทุกองคาพยพทางธุรกิจอย่างครบวงจร

การขยับขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ KBANK ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงสะท้อนการเคลื่อนย้ายทุนขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทย แต่ยังเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างธุรกิจการเงิน ที่กำลังเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีมากขึ้น

หลังจากนี้ตลาดจะจับตาว่าการเปลี่ยนแปลงในระดับผู้ถือหุ้นจะนำไปสู่การปรับยุทธศาสตร์ของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของประเทศในทิศทางใดต่อไป