thansettakij
รัฐบาลเมิน Easy e-Receipt โบรกประเมินผลต่อหุ้นค้าปลีก

รัฐบาลเมิน Easy e-Receipt โบรกประเมินผลต่อหุ้นค้าปลีก

12 ก.พ. 2569 | 09:00 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ก.พ. 2569 | 09:00 น.

คลังย้ำยังไม่คืนชีพ ‘ช้อปดีมีคืน’ – Easy e-Receipt โบรกมองแรงซื้อสินค้ามูลค่าสูงเสี่ยงชะลอ ชี้ผลต่อยอดขายต่อสาขาค้าปลีกอาจหาย 0.5–2%

KEY

POINTS

  • รัฐบาลยืนยันไม่มีแนวคิดนำมาตรการลดหย่อนภาษี Easy e-Receipt กลับมาใช้ โดยให้เหตุผลว่าไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้มากพอ
  • นักวิเคราะห์มองเป็นผลลบต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก โดยเฉพาะผู้ขายสินค้ามูลค่าสูง เช่น HMPRO, CRC และสินค้าไอที ที่ยอดขายอาจชะลอตัว
  • ผู้ประกอบการที่มียอดซื้อต่อใบเสร็จต่ำอย่าง CPALL และ MRDIYT คาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่ากลุ่มอื่น

ทิศทางนโยบายกระตุ้นการบริโภคกลับมาเป็นประเด็นที่ตลาดทุนจับตาอีกครั้ง หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุชัดว่า รัฐบาลยังไม่มีแนวคิดนำมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อการใช้จ่าย เช่น ‘ช้อปดี มีคืน’ หรือ Easy e-Receipt กลับมาใช้

โดยให้เหตุผลว่ามาตรการลักษณะดังกล่าวไม่ได้สร้างแรงกระตุ้นต่อเศรษฐกิจในภาพรวมได้มากเท่าที่ควร และจำเป็นต้องปรับไปสู่เครื่องมือเชิงนโยบายที่ให้ผลลัพธ์ยั่งยืนกว่า

ถ้อยแถลงดังกล่าวส่งผลให้มุมมองเชิงพื้นฐาน (Fundamental View) ของนักวิเคราะห์ต่อกลุ่มค้าปลีกถูกหยิบยกขึ้นมาประเมินใหม่ โดยเฉพาะผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายและยอดขายของผู้ประกอบการในช่วงถัดไป

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากกรณี รมว.คลังเผยว่า รัฐบาลยังไม่มีแนวคิดนำมาตรการ ‘ช้อปดี มีคืน’ หรือ Easy e-Receipt กลับมาใช้ เนื่องจากมองว่ามาตรการลักษณะดังกล่าวไม่ได้ส่งผลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้มากเท่าที่ควร จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทิศทางไปสู่มาตรการที่สร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่า

ทางฝ่ายมีมุมมองลบต่อแนวคิดการยกเลิกใช้มาตรการลดหย่อนภาษีผ่านการบริโภค กระทบผู้ประกอบการที่ขายสินค้ามูลค่าสูงและชะลอการใช้จ่ายได้ อาทิ HMPRO, CRC และ ILM ตามด้วยกลุ่มขายสินค้าไอที เป็นต้น

ทั้งนี้ ที่ผ่านมามาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มยอดขายต่อสาขา (SSS) ในไตรมาสนั้นๆ ราว 0.5 - 2% ในขณะที่ผู้ประกอบการค้าปลีกที่มียอดต่อใบเสร็จต่ำอย่าง CPALL(ราคาเป้าหมาย 58 บาท) และ MRDIYT (ราคาเป้าหมาย 10.6 บาท) จะได้ผลกระทบน้อย ทางฝ่ายยังเลือกเป็นหุ้นเด่นในกลุ่มค้าปลีก

อย่างไรก็ตาม ในเชิงกลไก มาตรการลดหย่อนภาษีผ่านการบริโภคมักมีผลต่อการเร่งการตัดสินใจซื้อในระยะสั้น โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าสูง ซึ่งสะท้อนผ่านการเพิ่มขึ้นของยอดขายสาขาเดิม (SSS) ในไตรมาสที่มาตรการมีผลบังคับใช้

ซึ่งเมื่อไม่มีมาตรการดังกล่าว ปัจจัยขับเคลื่อนยอดขายจะกลับไปพึ่งพากำลังซื้อพื้นฐาน รายได้ครัวเรือน ภาระหนี้ และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเป็นสำคัญ

สำหรับนักลงทุน การประเมินผลกระทบจึงควรพิจารณาโครงสร้างรายได้และลักษณะตะกร้าสินค้าของแต่ละบริษัท ควบคู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายภาครัฐในระยะถัดไป เนื่องจากผลลัพธ์ทางธุรกิจอาจแตกต่างกันตามประเภทสินค้า ระดับราคาต่อใบเสร็จ และพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มตลาด