

KEY
POINTS
ในสภาวะที่ตลาดหุ้นไทยตกอยู่ในสภาวะซบเซามานานนับทศวรรษ จนนักลงทุนรุ่นใหม่เริ่มหมดความหวังกับผลตอบแทนในประเทศ ข้อเสนอเรื่องการผลักดัน โครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) แบบเต็มรูปแบบ
TISA จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของสิทธิประโยชน์ทางภาษีเท่านั้น แต่กำลังถูกมองว่าเป็น "จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์" ที่รัฐบาลจะใช้ส่งสัญญาณเพื่อดึงดูดเม็ดเงินทั้งจากในและต่างประเทศให้กลับมาอีกครั้ง รวมถึงช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดหุ้นไทย
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยกับ 'ฐานเศรษฐฏิจ' ว่า โครงการ TISA มีที่มาจากการศึกษาโมเดล NISA (Nippon Individual Savings Account) ของญี่ปุ่น
โดยตนเป็นผู้ริเริ่มเสนอแนวคิดนี้ตั้งแต่สมัยปฏิบัติหน้าที่ในกองทุนพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นโครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการดึงเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดทุน จนดัชนีนิเคอิพุ่งทะยานจาก 20,000 จุด สู่กว่า 50,000 จุดในปัจจุบัน
ทั้งนี้ โครงการ TISA ถูกเปรียบเทียบว่าเป็น 'แรงจูงใจสำคัญ' ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ในขณะที่สภาพคล่องในตลาดโลกปัจจุบันยังมีอยู่มหาศาลและพร้อมจะหาแหล่งลงทุนที่เหมาะสม
การประกาศนโยบาย TISA แบบเต็มสูบจะเปรียบเสมือนการส่งสัญญาณให้ต่างชาติรับรู้ว่ารัฐบาลไทย 'เอาจริง' ในการฟื้นฟูตลาดทุน ซึ่งอาจส่งผลให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามารอรับโอกาสก่อนที่นโยบายจะเริ่มบังคับใช้จริงด้วยซ้ำ
ปัญหาใหญ่ที่สุดของตลาดหุ้นไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาคือ ความไม่มั่นใจของคนไทยเอง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเห็นภาพตลาดหุ้นไทยที่สามารถยืนหยัดและสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่น (Outperform) ได้
TISA จึงถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เป็น 'ตัวจุดพลุ' เช่นเดียวกับที่ LTF เคยทำได้ในอดีต ซึ่งไม่ใช่แค่เม็ดเงินโดยตรงจากโครงการเท่านั้นที่จะไหลเข้าสู่ระบบ แต่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนโดยธรรมชาติตามมาเมื่อตลาดเริ่มขยับ
เพื่อให้ TISA เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพจริง ไม่ใช่แค่มาตรการชั่วคราว ข้อเสนอครั้งนี้จึงเน้นความชัดเจนและแรงจูงใจที่สูงกว่าเดิม ได้แก่
หัวใจสำคัญที่ TISA แตกต่างจากกองทุนลดหย่อนภาษีในปัจจุบันอย่าง RMF หรือ Thai ESG (ในรูปแบบเดิม) คือ ระยะเวลาการถือครอง โดยคุณไพบูลย์ระบุว่า โจทย์เดิมของ RMF หรือ Provident Fund ที่บังคับให้ถือยาวจนถึงอายุ 55 ปีนั้น ไม่ตอบโจทย์นักลงทุนรุ่นใหม่
เมื่อถามว่าทำไมรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับ TISA และตลาดหุ้นมากขนาดนี้ คำตอบอยู่ที่ 'ขีดจำกัดทางการคลัง' ของประเทศ ปัจจุบันรองนายกรัฐมนตรีได้ระบุว่าหนี้สาธารณะของไทยแตะระดับ 66% และวินัยการคลังกำลังถูกบีบให้รัดเข็มขัด
ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่แต่ไม่มีงบประมาณ ตลาดหุ้นคือแหล่งระดมทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศ หากตลาดหุ้นพัง รัฐบาลจะไม่มีทางออกในการหาเงินทุนมาพัฒนาโครงการต่างๆ ได้เลย
การปั้นตลาดหุ้นให้กลับมาแข็งแกร่งผ่านโครงการอย่าง TISA จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำก่อนที่จะไปพิจารณาเรื่องการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งอาจซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชนในปัจจุบัน
ในขณะเดียวกันด้วยภาวะที่หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูง (หนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ 66% จากเพดาน 70% ของ GDP) รัฐบาลมีช่องว่างในการกู้เงินมาลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่น้อยมาก ตลาดทุนจึงต้องทำหน้าที่เป็นแหล่งระดมทุนหลักแทน
หากสภาพคล่องในตลาดหุ้นกลับมา (จากเดิมที่เคยสูงถึง 90,000 ล้านบาทต่อวัน ลดลงเหลือ 40,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา) จะช่วยให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) สามารถระดมทุนเพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีและเพิ่มศักยภาพการผลิต ที่ปัจจุบันยังตามหลังคู่แข่งอย่างเวียดนามอยู่มาก
โครงการ TISA ไม่ใช่แค่เรื่องของการลดหย่อนภาษี แต่คือการออกแบบ 'โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน' ใหม่ที่เน้นความยืดหยุ่นและตอบโจทย์พฤติกรรมนักลงทุนยุคปัจจุบัน หากรัฐบาลรับลูกและดำเนินการได้ตามข้อเสนอ เชื่อแน่ว่าจะเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยหลุดพ้นจากภาวะซึมตัวได้อย่างเป็นรูปธรรม
การทำให้ตลาดหุ้นดีขึ้นไม่ใช่เพียงประโยชน์ของนักลงทุน 3 ล้านคนเท่านั้น แต่จะเกิด 'ผลของความมั่งคั่ง' (Wealth Effect)
นอกเหนือจากการใช้ TISA เป็นตัวขับเคลื่อนแล้ว ยังมีข้อเสนอเชิงลึกถึงการจัดการด้านรายได้ของรัฐ โดยแนะให้รัฐบาล 'ชะลอการขึ้น VAT ในสินค้าจำเป็น' เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนระดับรากหญ้าที่กำลังขาดกำลังซื้อ
แต่เสนอให้ใช้แนวทาง 'ภาษี 2 อัตรา' โดยไปจัดเก็บภาษีเพิ่มในสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตแทน เพื่อลดแรงเสียดทานทางสังคมและสร้างรายได้เข้ารัฐในระหว่างที่รอให้ตลาดทุนฟื้นตัว