thansettakij
เจาะลึก TISA เดิมพันฟื้นหุ้นไทย ลดภาษี ดึงเงินใหม่ ปลุกสภาพคล่อง

เจาะลึก TISA เดิมพันฟื้นหุ้นไทย ลดภาษี ดึงเงินใหม่ ปลุกสภาพคล่อง

13 ก.พ. 2569 | 00:30 น.

ท่ามกลางตลาดหุ้นไทยที่ซบเซายาวนาน แนวคิด 'TISA' ถูกหยิบยกเป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย หวังดึงเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบ เพิ่มสภาพคล่อง ฟื้นความเชื่อมั่น และสร้างแรงกระตุ้นต่อตลาดทุนในระยะยาว

KEY

POINTS

  • เสนอโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) เป็นบัญชีลงทุนเพื่อการออมที่ลดหย่อนภาษีได้ โดยมีต้นแบบจากโครงการ NISA ของญี่ปุ่น เพื่อฟื้นฟูตลาดหุ้นไทยที่ซบเซา
  • ชูจุดเด่นด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จูงใจ เช่น วงเงินลดหย่อนแยกเฉพาะ 500,000 บาท, ระยะเวลาถือครองสั้นเพียง 5 ปี และความยืดหยุ่นในการลงทุนในหุ้นรายตัวโดยตรง
  • มีเป้าหมายหลักเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ทั้งจากในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาด และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนกลับคืนมา

ในสภาวะที่ตลาดหุ้นไทยตกอยู่ในสภาวะซบเซามานานนับทศวรรษ จนนักลงทุนรุ่นใหม่เริ่มหมดความหวังกับผลตอบแทนในประเทศ ข้อเสนอเรื่องการผลักดัน โครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) แบบเต็มรูปแบบ

TISA จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของสิทธิประโยชน์ทางภาษีเท่านั้น แต่กำลังถูกมองว่าเป็น "จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์" ที่รัฐบาลจะใช้ส่งสัญญาณเพื่อดึงดูดเม็ดเงินทั้งจากในและต่างประเทศให้กลับมาอีกครั้ง รวมถึงช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดหุ้นไทย

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยกับ 'ฐานเศรษฐฏิจ' ว่า โครงการ TISA มีที่มาจากการศึกษาโมเดล NISA (Nippon Individual Savings Account) ของญี่ปุ่น

โดยตนเป็นผู้ริเริ่มเสนอแนวคิดนี้ตั้งแต่สมัยปฏิบัติหน้าที่ในกองทุนพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นโครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการดึงเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดทุน จนดัชนีนิเคอิพุ่งทะยานจาก 20,000 จุด สู่กว่า 50,000 จุดในปัจจุบัน

ทั้งนี้ โครงการ TISA ถูกเปรียบเทียบว่าเป็น 'แรงจูงใจสำคัญ' ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ในขณะที่สภาพคล่องในตลาดโลกปัจจุบันยังมีอยู่มหาศาลและพร้อมจะหาแหล่งลงทุนที่เหมาะสม

การประกาศนโยบาย TISA แบบเต็มสูบจะเปรียบเสมือนการส่งสัญญาณให้ต่างชาติรับรู้ว่ารัฐบาลไทย 'เอาจริง' ในการฟื้นฟูตลาดทุน ซึ่งอาจส่งผลให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามารอรับโอกาสก่อนที่นโยบายจะเริ่มบังคับใช้จริงด้วยซ้ำ

ปัญหาใหญ่ที่สุดของตลาดหุ้นไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาคือ ความไม่มั่นใจของคนไทยเอง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเห็นภาพตลาดหุ้นไทยที่สามารถยืนหยัดและสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่น (Outperform) ได้

TISA จึงถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เป็น 'ตัวจุดพลุ' เช่นเดียวกับที่ LTF เคยทำได้ในอดีต ซึ่งไม่ใช่แค่เม็ดเงินโดยตรงจากโครงการเท่านั้นที่จะไหลเข้าสู่ระบบ แต่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนโดยธรรมชาติตามมาเมื่อตลาดเริ่มขยับ

เพื่อให้ TISA เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพจริง ไม่ใช่แค่มาตรการชั่วคราว ข้อเสนอครั้งนี้จึงเน้นความชัดเจนและแรงจูงใจที่สูงกว่าเดิม ได้แก่

  1. วงเงินแยกเฉพาะ (Specific Allowance) : เสนอให้แยกวงเงิน TISA ออกจากวงเงินลดหย่อนภาษีเพื่อการเกษียณ (RMF/Provident Fund) 500,000 บาทเดิมอย่างชัดเจน โดยเสนอวงเงินใหม่ที่ 500,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนที่มีกำลังซื้อเข้ามาช่วยกระตุ้นตลาด
  2. อัดฉีดแรงเป็นพิเศษใน 2 ปีแรก : เสนอให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินพิเศษอีก 300,000 บาท ในช่วง 2 ปีแรก เพื่อเป็น 'Quick Win' ในการดึงสภาพคล่องกลับเข้าสู่ระบบ
  3. ระยะเวลาถือครอง 5 ปี : ต่างจากกองทุนเกษียณที่ต้องถือถึงอายุ 55 ปี TISA เสนอให้ถือครองเพียง 5 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่และคนทำงาน 
  4. ความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ต : จุดเด่นที่สุดคือ 'การลงทุนในหุ้นโดยตรง' หรือผ่านกองทุนก็ได้ โดยระหว่าง 5 ปีที่ถือครอง นักลงทุนสามารถปรับเปลี่ยนตัวหุ้น (Switching) ได้ตามสถานการณ์ตลาด เพียงแต่ห้ามนำเงินออกจากระบบก่อนกำหนด
  5. เงื่อนไขที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง : เสนอให้ลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวนโดยไม่มีตัวคูณที่ซับซ้อน แต่อาจกำหนดเงื่อนไขให้ลงทุนใน หุ้นกลุ่ม ESG หรือ Thai ESG Fund เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

เจาะลึก TISA เดิมพันฟื้นหุ้นไทย ลดภาษี ดึงเงินใหม่ ปลุกสภาพคล่อง

หัวใจสำคัญที่ TISA แตกต่างจากกองทุนลดหย่อนภาษีในปัจจุบันอย่าง RMF หรือ Thai ESG (ในรูปแบบเดิม) คือ ระยะเวลาการถือครอง โดยคุณไพบูลย์ระบุว่า โจทย์เดิมของ RMF หรือ Provident Fund ที่บังคับให้ถือยาวจนถึงอายุ 55 ปีนั้น ไม่ตอบโจทย์นักลงทุนรุ่นใหม่

เมื่อ 'หนี้สาธารณะ' ชนเพดาน

เมื่อถามว่าทำไมรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับ TISA และตลาดหุ้นมากขนาดนี้ คำตอบอยู่ที่ 'ขีดจำกัดทางการคลัง' ของประเทศ ปัจจุบันรองนายกรัฐมนตรีได้ระบุว่าหนี้สาธารณะของไทยแตะระดับ 66% และวินัยการคลังกำลังถูกบีบให้รัดเข็มขัด

ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่แต่ไม่มีงบประมาณ ตลาดหุ้นคือแหล่งระดมทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศ หากตลาดหุ้นพัง รัฐบาลจะไม่มีทางออกในการหาเงินทุนมาพัฒนาโครงการต่างๆ ได้เลย

การปั้นตลาดหุ้นให้กลับมาแข็งแกร่งผ่านโครงการอย่าง TISA จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำก่อนที่จะไปพิจารณาเรื่องการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งอาจซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชนในปัจจุบัน

ในขณะเดียวกันด้วยภาวะที่หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูง (หนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ 66% จากเพดาน 70% ของ GDP) รัฐบาลมีช่องว่างในการกู้เงินมาลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่น้อยมาก ตลาดทุนจึงต้องทำหน้าที่เป็นแหล่งระดมทุนหลักแทน

หากสภาพคล่องในตลาดหุ้นกลับมา (จากเดิมที่เคยสูงถึง 90,000 ล้านบาทต่อวัน ลดลงเหลือ 40,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา) จะช่วยให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) สามารถระดมทุนเพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีและเพิ่มศักยภาพการผลิต ที่ปัจจุบันยังตามหลังคู่แข่งอย่างเวียดนามอยู่มาก

โครงการ TISA ไม่ใช่แค่เรื่องของการลดหย่อนภาษี แต่คือการออกแบบ 'โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน' ใหม่ที่เน้นความยืดหยุ่นและตอบโจทย์พฤติกรรมนักลงทุนยุคปัจจุบัน หากรัฐบาลรับลูกและดำเนินการได้ตามข้อเสนอ เชื่อแน่ว่าจะเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยหลุดพ้นจากภาวะซึมตัวได้อย่างเป็นรูปธรรม

Wealth Effect ประโยชน์ที่ส่งตรงถึงเศรษฐกิจ

การทำให้ตลาดหุ้นดีขึ้นไม่ใช่เพียงประโยชน์ของนักลงทุน 3 ล้านคนเท่านั้น แต่จะเกิด 'ผลของความมั่งคั่ง' (Wealth Effect)

  • การบริโภคพุ่ง : เมื่อนักลงทุนรวยขึ้นจากหุ้น จะเกิดการใช้จ่ายที่เร็วกว่าเงินรายได้ปกติ
  • Multiplier Effect : หาก Market Cap ของไทยเพิ่มขึ้น 10% (ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท) จะช่วยกระตุ้นการบริโภคได้ทันทีประมาณ 60,000 - 100,000 ล้านบาท โดยที่รัฐบาล 'ไม่ต้องใช้เงินงบประมาณเลยแม้แต่บาทเดียว'

นอกเหนือจากการใช้ TISA เป็นตัวขับเคลื่อนแล้ว ยังมีข้อเสนอเชิงลึกถึงการจัดการด้านรายได้ของรัฐ โดยแนะให้รัฐบาล 'ชะลอการขึ้น VAT ในสินค้าจำเป็น' เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนระดับรากหญ้าที่กำลังขาดกำลังซื้อ

แต่เสนอให้ใช้แนวทาง 'ภาษี 2 อัตรา' โดยไปจัดเก็บภาษีเพิ่มในสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตแทน เพื่อลดแรงเสียดทานทางสังคมและสร้างรายได้เข้ารัฐในระหว่างที่รอให้ตลาดทุนฟื้นตัว