

KEY
POINTS
สัญญาณการเมืองการเงินจาก โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังกลายเป็นตัวแปรใหม่ที่เขย่าความเชื่อมั่นตลาดโลก เมื่อกระแสข่าวการเตรียมเสนอชื่อประธาน ธนาคารกลางสหรัฐฯคนใหม่ ผสานกับเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิตของสหรัฐที่เร่งตัวเกินคาด ส่งผลให้ทองคำ หุ้นสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ผันผวนพร้อมกันในทิศทางเดียวกัน
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สินทรัพย์ทั่วโลกผันผวนประเมินเป็นไปได้จากข่าวเตรียมเปลี่ยนผู้ว่าประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิตมากกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์
ระยะสั้นเพิ่มความระมัดระวังโดยเฉพาะการใช้เงินกู้หรือทุนที่ยืมมาเพื่อเพิ่มขนาดการลงทุนให้ใหญ่กว่าทุนตัวเองที่มีอยู่ (Leverage) ทองคำผันผวนมากเป็นไปได้จากดอลลาร์แข็งค่าผสานกับก่อนหน้าปรับขึ้นมาแรง
ราคาทองคำมองการปรับฐานลงเป็นผลมาจากสาเหตุ
อย่างไรก็ตามยังมีมุมมองเชิงบวกต่อราคาทองคำในเชิงปัจจัยพื้นฐาน สะท้อนผ่านการเข้าซื้อของธนาคารกลางจนทำให้ข้อมูลล่าสุดธนาคารกลางทั่วโลกถือทองคำมากกว่าตราสารหนี้ภาครัฐ โดยดอลลาร์ยังมีโอกาสอ่อนค่ารับแรงกดดันจากการลดดอกเบี้ยของเฟด
ผสานกับหนี้สหรัฐฯที่อยู่ระดับสูง นอกจากนี้ กระแสภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นอีกปัจจัยหนุนทองคำ แต่ด้วยราคาที่ปรับขึ้นมาร้อนแรงอาจเผชิญกับการปรับฐาน แต่ระยะยาวมองไปยังข้างหน้ายังมีมุมมองเชิงบวก นักลงทุนระยะยาวทยอยหาโอกาสได้
ขณะที่หุ้นสหรัฐฯ ก็เริ่มผันผวน โดยสัปดาห์นี้มีหุ้นขนาดใหญ่ทยอยรายงาน ดังนั้น ในแง่ของกลยุทธ์จึงแนะนำเน้นหุ้น Domestic Play , Defensive มองจะ Outperform กว่า GLobal Play สาเหตุจากสัปดาห์นี้เตรียมเลือกตั้ง
โดยตลาดหุ้น Dow Jones คืนวันศุกร์ปิดลบ 179 จุด (-0.36%) นักลงทุนกังวลว่า ทรัมป์เสนอชื่อประธานเฟดคนใหม่จะใช้นโยบายการเงินเข้มงวด ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดลบ 0.03% เผชิญแรงทำกำไรหลังราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นก่อนหน้าจากข่าวอิหร่าน
ซึ่งเมื่อคืนวันศุกร์ (30 ม.ค.69) ที่ผ่านมาเกิดความกังวลกับสินทรัพย์ทั่วโลกทั้งทองคำ หุ้นสหรัฐฯ พร้อมกับ Dollar ที่ปรับขึ้นมาแข็งค่า ประเมินสาเหตุเป็นไปได้จาก
แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังๆ มานี้ก็เริ่มมีแนวคิดเริ่มส่งสัญญาณว่าเห็นด้วยกับทรัมป์เช่นการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารวมไปถึงหนุนการลดดอกเบี้ยของเฟด ดังนั้นระยะสั้นนักลงทุนอาจเลือกขายทำกำไรก่อนบนความไม่แน่นอนของผู้ว่เฟดคนใหม่
เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ทรัมป์ค่อนข้างส่งสัญญาณชัดเจนคืออยากให้เฟดลดดอกเบี้ยการหาผู้ว่าประธานเฟด คนใหม่ก็ควรจะมีแนวทางผ่อนคลายนโยบายการเงินมากกว่าจะเข้มงวด หุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับลงจึงมองเป็นโอกาสมากกว่าโดยเฉพาะหุ้นที่กำไรดี (META VISA)
กลับมาที่ปัจจัยในประเทศ พบว่า วันศุกร์ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมารายงานภาวะเศรษฐกิจไทยประจำเดือน ธ.ค. พบว่าดีขึ้นจากเดือน พ.ย. ตามการส่งออกสินค้าที่ดีขึ้นจากกลุ่ม Tech และสินค้าเกษตร การบริโภคขยายตัวจากมาตรการภาครัฐและรถยนต์เร่งขึ้นก่อนมาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง
สอดคล้องกับการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะการลงทุนหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ มองเป็นปัจจัยบวกเล็กน้อยต่อการลงทุน (DELTA TISCO KKP) คืนนี้รอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ประกอบไปด้วย PMI ภาคผลิตจาก ISM Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 48.5
สำหรับวันนี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1,300 - 1,340 ตลาดเริ่มเผชิญแรงกดดันเชิงจิตวิทยา (เช้านี้ Dow Jones Future แกว่งลบพร้อมกับทองคำที่ปรับลง) แรงกดดันอาจเกิดจาก 2 สาเหตุที่รายงานก่อนหน้า
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนอาจเลือก Wait & See และขายทำกำไร (Take Profit) บางส่วนเพื่อรอซื้อกลับในช่วงถัดไปแต่หากรับความเสี่ยงสูงระยะสั้นอาจเลือก Trading ในหุ้นกลุ่มส่งออกอย่าง ITC TU รับเงินบาทที่อ่อนค่า, กลุ่ม Defensive เช่น BDMS BCH ADVANC มองเป็นกลุ่มหลบภัยที่ดี, กลุ่มค้าปลีก อาทิ BJC CPALL HMPRO และศูนย์การค้า CPN
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะที่ปัจจัยต่างประเทศยังเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง การติดตามทิศทางนโยบายการเงิน เงินเฟ้อ และสัญญาณเศรษฐกิจในประเทศอย่างใกล้ชิด ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการตัดสินใจลงทุน
โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ซึ่งทำให้การบริหารความเสี่ยง การจัดสัดส่วนการลงทุน และการเลือกจังหวะเข้าซื้อ มีบทบาทมากขึ้นต่อผลลัพธ์ของพอร์ตในระยะถัดไป