thansettakij
เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด! ดาวโจนส์ปิดบวก น้ำมันพุ่งรับเศรษฐกิจแกร่ง จับตา SET ลุ้น 1,350 จุด

เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด! ดาวโจนส์ปิดบวก น้ำมันพุ่งรับเศรษฐกิจแกร่ง จับตา SET ลุ้น 1,350 จุด

29 ม.ค. 2569 | 06:17 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ม.ค. 2569 | 06:19 น.

เฟดคงดอกเบี้ยมั่นใจเศรษฐกิจแกร่ง ดันน้ำมันพุ่ง-ดาวโจนส์ปิดเขียว ด้านหุ้นไทยรับแรงหนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้า ลุ้นกรอบ 1,350 จุด ชูหุ้นท่องเที่ยวและค้าปลีกรับตรุษจีน บาทเริ่มอ่อนแตะ 31.13 บาทต่อดอลลาร์

KEY

POINTS

  • ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย โดยนายเจอโรม พาวเวลล์ ยืนยันไม่เร่งรีบในการปรับลด และดำเนินนโยบายโดยปราศจากแรงกดดันทางการเมือง
  • ตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เบนความสนใจจากนโยบายการเงินไปที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งออกมาดีกว่าที่คาดการณ์
  • ตลาดหุ้นไทยยังขาดปัจจัยใหม่ นักลงทุนส่วนใหญ่ชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์การเมืองและผลการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ประชุมครั้งแรกของปี 2026 เมื่อ 27-28 มกราคม มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 10 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50% - 3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ขณะที่กรรมการ 2 ท่าน โหวตสวนมติให้ลดอกเบี้ยทันที 0.25% คือ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ และ สตีเฟน มิราน ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า เริ่มมีแรงผลักดันภายในเฟดให้กลับมาผ่อนคลายนโยบาย

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ไม่มีอะไรตื่นเต้น นายเจอร์โรม พาวเวลล์ ประธาน FED เน้นย้ำ บริหารงานตามข้อมูลที่ได้รับ พร้อมยืนยันเป็นกลางต่อการดำเนินนโยบาย ไร้แรงกดดันจากการเมือง แต่มองเศรษฐกิจสหรัฐฯดีขึ้น (Hawkish เล็กน้อย)

ทั้งนี้ ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดบวก 12 จุด (+0.02%) หลังธนาคารกลางสหรัฐฯคงดอกเบี้ยตามที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 1.2% หลังจากทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่านที่อาจกระทบต่อการขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลาง

"หุ้นสหรัฐฯไปให้น้ำหนักกับผลประกอบการ (META ดีและมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง)  ส่วนในประเทศ ยังไร้ปัจจัยใหม่ เพราะนักลงทุนรอดูโค้งสุดท้ายการหาเสียงและจะเลือกตั้ง โดย มองว่า กลุ่มท่องเที่ยวน่าสนใจจากการเข้าใกล้ช่วงวันหยุดตรุษจีนและนักท่องเที่ยวจีนเริ่มเติบโตขึ้นจากสัปดาห์ก่อน"นายวทัญกล่าว

อย่างไรก็ตาม การประชุม FED ครั้งนี้ไม่ได้เป็นการประชุมรายไตรมาส จึงไม่ได้มีการเผย Dot Plot รวมไปถึงคาดการณ์เศรษฐกิจ แต่คณะกรรมการมีมติเสียง 10 : 2 (2 เสียงลดดอกเบี้ยและ 10 เสียงคงดอกเบี้ย)

ขณะที่มุมมองทางเศรษฐกิจจากเดิมใช้คำว่า Moderate มาเป็น Solid พร้อมกับยังเชื่อมั่นตลาดแรงงานว่า ไม่ได้เปราะบางอย่างที่หลายๆ นักวิเคราะห์กังวล ทางประธาน FED ออกมาแถลงว่ายังเน้นจุดยืนคือ Wait & See รอดูข้อมูลทางเศรษฐกิจ ระดับเงินเฟ้อปรับขึ้นแต่เป็นผลจากราคาสินค้านำเข้าที่สูงขึ้น

พร้อมยืนยันถึงความเป็นอิสระต่อการดำเนินนโยบายจากที่ก่อนหน้ามีแรงกดดันการเมือง หลังจากทราบผลประชุมพบว่า US Yield ทรงตัว CME FED Watch ให้น้ำหนักราว 86% ที่ FED จะคงดอกเบี้ยต่อไปในประชุมครั้งหน้า

โดยรวมแล้วผลประชุม FED ถือว่าเข้มงวดเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ถึงกับทำให้ตลาดตกใจ นักลงทุนหันไปให้น้ำหนักกับผลประกอบการอย่างเมื่อคืนมีการประกาศของ META (ดีกว่าคาด) TESLA (ดีกว่าคาด) MSFT (ดีกว่าคาด)

แต่ตัวที่นักลงทุนให้น้ำหนักได้แก่ META แม้ Capex จะยังคงสูงแต่ตลาดเชื่อว่ากำไรจะตามมา คืนนี้รอติดตามผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน Bloomberg ประเมินไว้ที่ 2.06 แสนราย

สำหรับปัจจัยในประเทศวานนี้ SET INDEX ยังคงบวกได้เล็กน้อย (+0.3%) และยังเห็นกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าอยู่ แต่อย่างไรก็ตามเริ่มเห็นการอ่อนค่าของเงินบาทกลับมาทดสอบ 31.13 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯอาจทำให้ Flow ต่างชาติระยะสั้นสะดุดได้

แต่ก็จะดีกับกลุ่มส่งออกอย่าง ITC และ TU ตามการอ่อนค่าของเงินบาทอาจมาจากค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าจากถ้อยแถลงของ FED ประกอบกับก่อนหน้าอ่อนค่ามาค่อนข้างสูง วันนี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1,330 – 1,350 ตลาดอาจพักตัวระยะสั้นรอดูปัจจัยทั้งผลประกอบการและกำลังเข้าใกล้ช่วงเลือกตั้ง

ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนกลับมาให้ความสนใจกับกลุ่มท่องเที่ยวอย่าง AOT CENTEL MINT ERW ตามการค่อยๆ ฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนผสานกับเข้าใกล้เทศกาลตรุษจีนรวมไปถึงกลุ่มอิงการบริโภค อาทิ CPALL HMPRO, กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เช่น BBL KBANK KTB SCB และกลุ่มการเงิน MTC และ SAWAD เป็นต้น

หุ้นเด่นแนะนำซื้อ

  • HMPRO (ราคาเป้าหมาย 8.50 บาท) จากมีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 2 วงเงินไม่เกิน 2,959 ล้านบาท จำนวนหุ้นไม่เกิน 394.50 ล้านหุ้น คิดเป็นจำนวนไม่เกิน 3% เทียบรอบก่อนที่ซื้อไป 180.19 ล้านหุ้น หรือ 1.37% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ราคาเฉลี่ย 7.52 บาท/หุ้น 
  • ERW (ราคาเป้าหมาย 2.40 บาท) โดยมองกำไรปกติในไตรมาส 4/2568 ยังมีโอกาสเติบโตจากไตรมาสก่อน จากปัจจัยฤดูกาล แต่มองยังอ่อนแอจากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ด้วยปัจจัย
  1. รายงานการเติบโตในเดือน ต.ค. RevPar อ่อนแอ -7% จากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จาก Occupancy ที่ทรงตัว ขณะที่ราคาห้องพักต่อคืนเฉลี่ยลดลง -7% จากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน
  2. คาดการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวยังชะลอตัว ประกอบกับนโยบายกระตุ้นภาครัฐ 'เที่ยวดีมีคืน' (29 ต.ค. ถึง 15 ธ.ค.) คาดส่งเสริมการท่องเที่ยวเล็กน้อย แต่ไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญ