KEY
POINTS
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า ประเมินผลกำไรสุทธิของหุ้นกลุ่มแบงก์ใน Coverage ของทางฝ่ายทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ BBL KBANK SCB KKP TISCO KTB และ TTB ในไตรมาส 4/2568 โดยรวมปรับตัวลดลงทั้งจากไตรมาสก่อน และเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน
โดยจะอยู่ที่ 51,535 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 17% จากไตรมาส 3/2568 และลดลง 1.1% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ซึ่งสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับการชะลอตัวลงของการเติบโตของยอดการปล่อยสินเชื่อ (Loan growth)
ทั้งนี้ กำไรในไตรมาส 4/2568 ที่ปรับตัวลดลงแรงจากไตรมาสก่อน เนื่องจากการรับรู้กำไรจากการลงทุนเทรดพันธบัตรลดลง โดยในช่วงไตรมาส 2-3/2568 อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ลดลง ราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้น จึงเกิดการขายออกเพื่อล็อกกำไรไว้
จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มแบงก์มีการประกาศจ่ายปันผล การซื้อหุ้นคืน เพราะเงินทุนในมือที่อยู่ในระดับสูงเกินไป จำเป็นต้องนำออกมาลงทุน เพื่อรักษาระดับ ROE ให้เพิ่มขึ้นได้ แต่ในไตรมาส 4/2568 ทุกอย่างกลับมาสู่สภาวะปกติ ทำให้ไม่มีการรับรู้กำไรจากการขายออกเพื่อล็อกกำไรพันธบัตรเข้ามาเพิ่ม
สำหรับภาพรวมกำไรรวมทั้งปี 2568 ของหุ้นกลุ่มแบงก์ คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 228,426 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 24,322 ล้านบาท หรือ -9.62% จากเมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ที่ระดับ 252,748 ล้านบาท
ขณะที่โมเมนตัมกำไรสุทธิทั้งปี 2569 ทางฝ่ายคาดการณ์ไว้อยู่ที่ระดับ 222,241 ล้านบาท ลดลง 6,185 ล้านบาท หรือ -2.70% จากเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปี 2568 หลักๆ เป็นผลจากเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกปีนี้ที่เรียกได้ว่ายังเป็นลูกผีลูกคน เพราะไม่มีนโยบายจากภาครัฐเข้ามาช่วย
อย่างไรก็ตาม หากการจ่ายเงินปันผลที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน ก.พ. ผ่านพ้นไป ก็ดูเหมือนว่าหุ้นกลุ่มแบงก์ก็ไร้ปัจจัยใหม่เข้ามาช่วยค้ำยันราคาหุ้นต่อได้ และจะเริ่มเห็นว่าราคาหุ้นจะตอบรับกับตัวเลขเศรษฐกิจและสินเชื่อที่ยังคงไม่ดีนัก
โดยหุ้นที่ยังแนะนำซื้อ คือ KTB ราคาเป้าหมาย 32.00 บาท มีความน่าสนใจที่การจ่ายปันผลสูงถึง 7% อีกทั้งราคาหุ้นยังดูมี Upside อยู่ ในขณะที่หุ้นแบงก์ตัวอื่นๆ ทางฝ่ายแนะนำถือ โดยตัวที่ให้ปันผลสูงสุดคือ SCB ที่ระดับ 8% ส่วนตัวอื่นๆ ค่าปันผลที่ระดับ 5-6%
นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง ระบุว่า จากประเด็นที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศปรับลดอัตราเงินนำส่งของสถาบันการเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) จาก 0.46% ต่อปี ของเงินฝาก เหลือ 0.32% ต่อปี ถึงสิ้นปี 2569 เพื่อสนับสนุนการออกมาตรการช่วยเหลือในปีนี้เป็นการชั่วคราว โดยมุ่งหวังให้สถาบันการเงินส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังลูกหนี้เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจให้ไปต่อได้
ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็นกลางต่อประเด็นดังกล่าว เนื่องจากประเมินว่าธนาคารพาณิชย์จะส่งผ่านการช่วยเหลือให้ลูกค้าทั้งหมด ทั้งนี้ ประเมินว่าธนาคารจะได้ผลบวกทางอ้อมจากแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ของลูกหนี้กลุ่มเปราะบางมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีขึ้นบ้างจากการช่วยเหลือของธนาคาร