KEY
POINTS
บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO รายงานผลประกอบการปี 2568 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิสำหรับผลประกอบการงวดปี 2568 อยู่ที่ 6,658.90 ล้านบาท ลดลง 242.38 ล้านบาท หรือ -3.5% จากปีก่อน
สาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย หรือมีจำนวน 2,340.08 ล้านบาท ตามแผนการตั้งสำรองกลับสู่ระดับปกติและรองรับความเสี่ยงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
ในส่วนของรายได้จากการดำเนินงาน เติบโต 2.2% มาอยู่ที่ 13,655.47 ล้านบาท โดยหลักจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 8.8% มาอยู่ที่ 6,153.13 ล้านบาท ประกอบด้วย
อีกทั้ง มีผลกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตามธุรกิจหลักทรัพย์อ่อนตัวลง ตามมูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯที่ชะลอตัว
ส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 0.5% มาอยู่ที่ 13,502.34 ล้านบาท จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)รวม 4 ครั้ง และการลดภาระดอกเบี้ยให้แก่ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางในโครงการ 'คุณสู้ เราช่วย'
ในภาวะที่เศรษฐกิจยังคงเปราะบางบริษัทยังคงควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 2.6% จากปีก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงดำเนินนโยบายปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังและรอบคอบ รวมถึงการช่วยเหลือลูกหนี้ตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งผลให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (NPLs) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 2.28% และมีอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) ณ สิ้นปี 2568 ที่ 172.1%
สำหรับกําไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (Basic earnings per share) ปี 2568 เท่ากับ 8.32 บาทต่อหุ้น ลดลงจาก 8.62 บาทต่อ หุ้นในปี 2567 และบริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) อยู่ที่ 15.4%
กำไรสุทธิสำหรับผลประกอบการงวดไตรมาส 4/2568 ของบริษัทมีจำนวน 1,641.78 ล้านบาท ลดลง 88.45 ล้านบาท หรือ 5.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากรายได้รวมที่อ่อนตัวลง 6.9% ประกอบด้วยรายได้ดอกเบี้ย สุทธิลดลง 0.3% เนื่องจากการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยพิเศษจากการชำระคืนหนี้ก่อนกำหนดในไตรมาสก่อนหน้า
ด้านรายได้ที่ มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 19.1% สาเหตุหลักเป็นผลมาจากกำไรจากเงินลงทุนที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ที่ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ดี รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจหลักฟื้นตัวร้อยละ 3.0 จากธุรกิจธนาคาร พาณิชย์
โดยเฉพาะธุรกิจนายหน้าประกันภัย ที่เติบโตตามปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่เพิ่มขึ้น รายได้ค่าธรรมเนียมพื้นฐาน ธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้น 0.3% จากสินทรัพย์ภายใต้การบริหารที่เติบโต ในขณะที่ธุรกิจหลักทรัพย์ยังคงอ่อนแอ จากปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่ซบเซา
สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 0.4% จากค่าใช้จ่ายตามฤดูกาล และค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอยู่ที่ 1.0% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย
เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2567 กำไรสุทธิของบริษัทลดลงจำนวน 60.03 ล้านบาท หรือ 3.5% จากค่าใช้จ่าย สำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เพิ่มขึ้นตามแผนการปรับสำรองกลับเข้าสู่ระดับปกติ ด้านรายได้รวมเพิ่มขึ้น 2.3% โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 0.5% จากต้นทุนทางการเงินที่ปรับลดลงในภาวะดอกเบี้ยขาลง
รายได้ที่มิใช่ ดอกเบี้ยขยายตัว 6.8 จากการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจนายหน้าประกันภัย และ ฃค่าธรรมเนียมพื้นฐานธุรกิจจัดการกองทุน ในขณะที่ธุรกิจหลักทรัพย์อ่อนตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
รวมทั้งกำไรจาก เงินลงทุนที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ปรับตัวลดลง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 2.1% ตามการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (Basic earnings per share)
สำหรับงวดไตรมาส 4/2568 เท่ากับ 2.05 บาทต่อหุ้น ลดลงจาก 2.16 บาทในไตรมาสก่อนหน้า และจาก 2.13 บาทในไตรมาส 4/2567 ส่วนอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลีเย (ROAE) อยู่ที่ 15.4%