KEY
POINTS
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ Economic Outlook 2026 : Fiscal & Financial Strategies for Economic Revival ในงาน CEO Day ว่า ในมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและโครงสร้าง GDP นั้น เศรษฐกิจไทยในปีนี้เผชิญปัญหามากมาย โดยคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตเพียงประมาณ 1.5% ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ 2.2% โดยมีสาเหตุหลักมาจาก
ในด้านปัญหาค่าเงินบาทและความผันผวนจาก 'ทองคำ' นั้น มองว่าว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินพื้นฐานเกิดจากปัจจัยสำคัญคือ การทำธุรกรรมทองคำ
ขณะที่การกวาดล้าง 'ทุนเทา' และ 'สินทรัพย์ดิจิทัล' นั้น ส่วนตัวก็มีความกังวลเรื่องการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในทางที่ผิดซึ่งกระทบต่อค่าเงิน ประกอบด้วย
ส่วนยุทธศาสตร์ 'ปิดหนี้ไว ไปต่อได้' และการช่วยเหลือ SME แบงก์ชาติปรับบทบาทจากการดูแลเพียงเสถียรภาพ มาเป็นผู้ร่วมแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
นโยบายดอกเบี้ยและบทบาทใหม่ของแบงก์ชาติ
ทั้งนี้ ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้การนำของท่านผู้ว่าการฯ ได้ประกาศปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญ โดยมุ่งเน้นการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างเต็มตัว เพื่อป้องกันไม่ให้ GDP ของประเทศถดถอยลงไปเรื่อยๆ จนกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหาภาคในที่สุด
นายวิทัย ได้เน้นย้ำถึงค่านิยม 4 ประการของแบงก์ชาติที่ต้องยึดถือ คือ 'ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ และติดดิน' โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ แบงก์ชาติได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสองคำหลัง คือ 'ยื่นมือ' เข้าไปช่วยแก้ปัญหา และ 'ติดดิน' เพื่ออยู่ใกล้ชิดกับปัญหาของประชาชนมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ขององค์กรเพื่อให้สอดรับกับบริบทโลกและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
นอกจากนี้ หนึ่งในประเด็นที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการแก้ปัญหาของประเทศ โดยมองว่าที่ผ่านมาประเทศไทยมี 'คนวิเคราะห์' จำนวนมาก แต่กลับมี 'คนทำ' น้อยเกินไป
ปัญหาเชิงโครงสร้างหลายอย่างถูกวิเคราะห์ซ้ำไปมาเป็นเวลานับสิบปี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนข้อแนะนำและแนวทางปฏิบัติสำหรับภาคส่วนต่างๆ มีดังนี้
"เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถกลับมาแข็งแกร่งได้หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน โดยเปรียบเทียบว่าการจะยกประเทศออกจาก 'หล่ม' และทำให้เศรษฐกิจกลับมา 'วิ่งได้' อีกครั้งนั้น ไม่สามารถทำได้โดยใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการประสานงานกันอย่างจริงจัง"
ทั้งนี้ จากการขับเคลื่อนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าได้รับความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมจากภาคเอกชน ส่งผลให้โครงการต่างๆ มีความคืบหน้าไปมาก โดยหลายโครงการ (อาทิ โครงการ Ignite) สามารถดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 99%
อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากแบงก์ชาติในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง การเปลี่ยนผ่านจากการรักษาเสถียรภาพเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงรุก การปรับตัวของ ธปท. และการเรียกร้องให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ
รวมถึงการกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุน เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปลดล็อกปัญหาคอขวดของเศรษฐกิจไทย หากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนยังคงดำเนินไปในทิศทางนี้ จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง