thansettakij
thansettakij
"สุขสันต์"มองบวกรัฐเคาะ AMC ซื้อหนี้รายย่อย ดัน CHAYO เอี่ยวติดตามทวงถาม

"สุขสันต์"มองบวกรัฐเคาะ AMC ซื้อหนี้รายย่อย ดัน CHAYO เอี่ยวติดตามทวงถาม

06 พ.ย. 68 | 01:00 น.
อัปเดตล่าสุด :06 พ.ย. 68 | 03:20 น.

รัฐเดินเครื่องแก้หนี้รายย่อย 2.36 ล้านบัญชี ดึง AMC คลายปม NPL ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย ‘CHAYO’ ชี้เกมนี้อาจเปลี่ยนสมการหนี้ครัวเรือนไทย หากดีลรับซื้อ-เรียกเก็บลงตัว อาจเห็นผลต่อระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 เครดิตประเทศดีขึ้น

KEY

POINTS

  • ครม.เศรษฐกิจเห็นชอบโครงการให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ภาครัฐรับซื้อหนี้เสียรายย่อยจากธนาคารและสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้
  • CHAYO มองว่านโยบายดังกล่าวเป็นผลดี และคาดว่า AMC ภาครัฐอาจต้องจ้างบริษัทภายนอกเพื่อช่วยติดตามหนี้ ซึ่งบริษัทมีความพร้อมรองรับในส่วนนี้
  • เชื่อว่าหากโครงการแก้หนี้สำเร็จ จะช่วยลดระดับหนี้ครัวเรือนและมีโอกาสทำให้อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยดีขึ้นภายในไตรมาส 3 ปี 2569

จากประเด็นที่ทาง คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เห็นชอบโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เริ่มเฟสแรก ครอบคลุมลูกหนี้รายย่อยของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทลูกรวมทั้งลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) รวม 2.36 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ประมาณ 62,400 ล้านบาท

และในระยะต่อไปจะมีการพิจารณาขยายขอบเขตการช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ของผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Non-banks ตามหลักการเดียวกัน เพื่อให้นโยบายการแก้ปัญหาหนี้ครอบคลุมลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายทั้งหมดที่มีภาระหนี้ NPLs

ซึ่งเป็นหนี้ไม่มีหลักประกันกับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน 1แสนบาทต่อราย (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2568) จำนวน 3.4 ล้านราย หรือ 4.76 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้กว่า 122,000 ล้านบาท

นายสุขสันต์ ยศะสินธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชโย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CHAYO เปิดมุมมองกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ประเมินมูลหนี้เสียคงค้างในระบบรวมทั้ง 3 สเตท (3 Stage) ได้แก่ หนี้ค้างชำระ 30 วัน, 60 วัน และ 90 วัน รวมประมาณกว่า 1.23 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ มูลหนี้คงค้างสเตท 3 หรือค้างชำระหนี้เกิน 90 วัน ที่มีมูลค่าหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท คิดเป็นจำนวนประมาณ 3.4-3.5 ล้านราย โดยมาตรการแก้หนี้ประชาชนต่ำกว่า  1 แสนบาท ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC ของภาครัฐในเฟสแรกจะดึงมูลหนี้ดังกล่าวออกมาเพียงครึ่งหนึ่งหรือราว 6.24 หมื่นล้าน หรือราว 2.36 ล้านบัญชี

โดยจะโอนหนี้ไปให้กับ AMC ทั้ง บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) หรือบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) และให้ AMC นำหนี้ดังกล่าวมาปรับโครงสร้างหนี้ผ่านการเสนอเงื่อนไขการผ่อนชำระที่ผ่อนปรนและเหมาะกับความสามารถของคนกลุ่มนี้มากขึ้น เช่น การลดดอกเบี้ย ไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมการจ่ายชำระเพียงบางส่วนเพื่อปิดบัญชี

แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องรอดูว่าภาครัฐจะรับซื้อหนี้ในราคาเท่าไหร่ และเรียกเก็บกับลูกหนี้ที่ระดับเท่าไหร่ เพื่อให้เหมาะสมกับความสามารถในการกลับมาชำระหนี้ได้โดยไม่เป็นภาระซ้ำซ้อนให้ประชาชน อย่างไรก็ดีเบื้องต้นประเมินว่าการรับซื้อหนี้ของภาครัฐในครั้งนี้หากอยู่ระดับที่ประมาณ 2-3% จะเป็นระดับที่ไม่สูงมากไป

และการเรียกเก็บที่ระดับ 10% จะช่วยบรรเทาภาระให้ลูกหนี้ได้มาก ยกตัวอย่างเช่น ลูกหนี้ค้างชำระ 100,000 บาท ถูกเรียกเก็บในระดับ 10% ของมูลหนี้คงค้างรายบัญชี เท่ากับต้องชำระหนี้จำนวน 10,000 บาท ของมูลหนี้ที่ตนค้าง เป็นต้น

เมื่อโอนหนี้ไปให้กับ AMC ทั้ง SAM และ Ari-AMC แล้ว เชื่อว่าทรัพยากรอาจจะไม่เพียงพอ และอาจมีความต้องการจ้างบริษัทภายนอก (Outsource) ให้เข้ามาช่วยติดตามทวงถามหนี้ และขั้นตอนหลังจากลูกหนี้ชำระหนี้ เพื่อส่งรายงานให้บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ในกรณีใส่รหัส ซึ่งในส่วนนี้ทาง CHAYO มีการเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลลูกค้าไว้รองรับเรียบร้อยแล้ว

ส่วนประเด็นการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการแก้หนี้ในครั้งนี้นั้น มองว่าเป็นประโยชน์เพื่อให้ลูกหนี้กลุ่มนี้สามารถกลับเข้ามาในระบบได้ใหม่ สามารถดำเนินธุรกิจหารายได้หมุนเวียนได้ แต่อาจจะมีการกำหนด Credit Limit เพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินหรือผิดนัดชำระหนี้ซ้ำ

ซึ่งในส่วนนี้อาจต้องรัดกุมมากขึ้นเพื่อให้ลูกหนี้หวงแหนเครดิตตนเอง โดยกลุ่มนี้อาจจะมีการชำระผ่านไปแล้ว 3-6 เดือน แต่ที่สำคัญคือ เมื่อลูกหนี้มีการผ่อนชำระหนี้ได้ตรงตามดีล แบงก์ก็อาจต้องเร่งปลดเครดิตบูโรให้ลูกหนี้เร็วขึ้นด้วย

และหากว่าโครงการแก้หนี้เป็นผลก็เชื่อว่าไม่เกินไตรมาส 3/2569 จะเริ่มเห็นผลต่อระบบเศรษฐกิจไทย ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยจะค่อยๆ ลดระดับลง และมีโอกาสที่อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจะกลับมาอยู่ในระดับที่ดีขึ้นอีกด้วย

หั่นเป้าผลงานโต10%

สำหรับผลการดำเนินงานทั้งปี 2568 ของบริษัท มองว่าจะอยุ่ที่ระดับราว 10% จากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ราว 20% แม้ว่าอัตราการเติบโตจะลดลงกว่าเป้าหมายเดิม แต่การเรียกเก็บหนี้ยังคงทำได้เป็นปกติ ธุรกิจส่งคนเข้าโรงงานยังมีอัตราการเติบโตที่ดี

บริษัทมองว่าแม้ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังปี 2568 อาจอยู่ในระดับทรงตัวไม่ได้หวือหวา แต่เชื่อว่าในปี 2569 จะกลับมามีการเติบโตที่ดีได้ อย่างไรก็ดี บริษัทคาดว่าจะมีการแจ้งงบผลประกอบการประจำไตรมาส 3/2568 ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 นี้