
กรุงเทพประกันชีวิต กางโรดแมปปี69 ส่ง 'Long Life Care' รับยุคอายุยืน
กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) ประกาศวิสัยทัศน์ปี 2569 ขับเคลื่อน 3 กลยุทธ์หลัก “สินค้า-สิทธิประโยชน์-มืออาชีพ” ส่ง 'Long Life Care' เติมเต็มสังคม Aged Society ดันเบี้ยโตทะลุอุตสาหกรรม
ท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยทางเศรษฐกิจและโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2567 ในการเป็น “บริษัทประกันชีวิตอันดับ 1 ด้านความใส่ใจ” โดยวางรากฐานผ่านเสาหลัก 6 ด้านประกอบด้วย สินค้าที่ใส่ใจ, ความเป็นมืออาชีพ, นโยบายที่สนับสนุนการใส่ใจ, สิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์, การใส่ใจบุคลากร และการใส่ใจสิ่งแวดล้อม
นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า ผลลัพธ์จากการมุ่งเน้นความใส่ใจในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา สะท้อนผ่านตัวเลขการเติบโตที่โดดเด่น โดยเบี้ยประกันภัยปีแรกเติบโตถึง 14% ซึ่งสูงกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมประกันชีวิตไทยที่เติบโตเฉลี่ยเพียง 3.6%
โดยเป็นการเติบโตในทุกช่องทาง ทั้งช่องทางธนาคารที่โต 13% ช่องทางตัวแทนโต 12% และช่องทางอื่น ๆ ที่เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 25%
ความสำเร็จดังกล่าวยังรวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านแอปพลิเคชัน “Happy Life” ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้งานเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละครั้งเพิ่มขึ้นถึง 38%
สะท้อนถึงความพึงพอใจของลูกค้าที่สูงถึง 98.2% ควบคู่ไปกับการขยายตัวของตัวแทนที่มีความกระตือรือร้นเพิ่มขึ้น 20% และตัวแทนใหม่เพิ่มขึ้น 25% ซึ่งเป็นแรงส่งสำคัญเข้าสู่แผนงานปี 2569
สำหรับปี 2569 กรุงเทพประกันชีวิตมองเห็นโอกาสท่ามกลางความท้าทายของ “สังคมอายุยืน” ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของผู้สูงวัย แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่อยากมีอายุขัยที่ยาวนานขึ้น โดยช่วง 20 ปีที่ผ่านมา(พ.ศ. 2548 - 2568) พบว่า อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นจาก 68 ปี เป็น 78 ปี และประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยสมบูรณ์” (Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบแล้ว
อย่างไรก็ตาม “การมีอายุยืน” นำมาซึ่งโจทย์สำคัญคือ “คุณภาพชีวิต” ที่ต้องยืนยาวตามไปด้วย ทั้งในมิติของสุขภาพกาย (Body), สุขภาพใจ (Mind), ความมั่นคงทางการเงิน (Money) และความสัมพันธ์ (Relationship)
บริษัทจึงมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเรื่องต้นทุนสุขภาพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาล หรือเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% ต่อปี รวมถึงต้นทุนในการดูแลระยะยาว สำหรับผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งกลายเป็นภาระทางการเงินที่สำคัญในอนาคต
เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว กรุงเทพประกันชีวิตได้วาง 3 โปรเจกต์ยักษ์ภายใต้แผนงานปี 2569 ดังนี้
1.นวัตกรรมสินค้า (Product Innovation) บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทลายข้อจำกัดเดิม ๆ ของประกันชีวิต โดยขยายอายุรับประกันเริ่มต้นได้สูงสุดถึง 85 ปี และให้ความคุ้มครองยาวนานถึง 99 ปี ไฮไลต์สำคัญคือสัญญาเพิ่มเติม “Long Life Care” ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หรือต้องการการดูแลเป็นพิเศษในที่พักอาศัย
ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์นี้คือการคุ้มครอง 8 โรคร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับสมองและระบบประสาท อาทิ อัลไซเมอร์, พาร์กินสัน และหลอดเลือดในสมองแตก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะพึ่งพิง โดยใช้หลักการ “เจอ จ่าย ไม่จบ” กล่าวคือ เมื่อตรวจพบโรคตามเงื่อนไข บริษัทจะจ่ายเงินชดเชยให้ต่อเนื่องทุกปีสูงสุด 10 ปี หรือจนถึงอายุ 99 ปี (ขึ้นอยู่กับแบบที่เลือก) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูระยะยาว
2.สิทธิประโยชน์ทางการแพทย์(Enhanced Benefits) นอกจากการชดเชยเป็นตัวเงิน กรุงเทพประกันชีวิตยังมุ่งเน้นการมอบบริการที่สัมผัสได้จริงผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรโรงพยาบาลชั้นนำ ได้แก่ รพ.กรุงเทพ, รพ.บำรุงราษฎร์, รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์ และ รพ.พญาไท2 รวมถึงศูนย์ฟื้นฟูเฉพาะทางอย่าง BDMS Wellness Clinic และ Newton EM
สิทธิประโยชน์ถูกแบ่งเป็น 3 ระดับการดูแลคือ
- Proactive Care: ส่งเสริมสุขภาพผ่านกิจกรรมไลฟ์สไตล์ เช่น สมาชิกฟิตเนส
- Preventive Care: การคัดกรองเชิงรุกด้วยเทคโนโลยี AI ในการตรวจสุขภาพสมอง ระดับฮอร์โมน และมวลกล้ามเนื้อ เพื่อจัดการความเสี่ยงก่อนเจ็บป่วย
- Restorative Care: การฟื้นฟูหลังการรักษา เช่น บริการส่งผู้ป่วยกลับบ้าน, การดูแลที่บ้านทั่วประเทศ โดยครอบคลุมลูกค้ากลุ่ม Indigo และ Blue Premier กว่า 120,000 ราย
3.ความเป็นมืออาชีพ (Professionalism) ยกระดับตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินสู่การเป็น “Life Care Partner” หรือคู่คิดแห่งความใส่ใจ ที่ไม่ได้มองแค่เป้าหมายทางการเงิน แต่เข้าใจถึง “เป้าหมายชีวิต”ในทุกช่วงวัย ผ่านหลักสูตรการเรียนรู้ที่เข้มข้น เครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัย และกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ทั่วประเทศตลอดทั้งปี 2569
ด้านการบริหารจัดการพอร์ตลงทุน บริษัทฯ ยังคงยึดถือแนวทางความระมัดระวังและเน้นความมั่นคงเป็นหลัก โดยสัดส่วนพอร์ตลงทุนส่วนใหญ่กว่า 87% อยู่ในตราสารหนี้ และอีก 13% เป็นสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น
จุดสำคัญปีนี้คือ การปรับกลยุทธ์ตามสภาวะตลาด โดยหันมาเพิ่มน้ำหนักในพันธบัตรรัฐบาลมากขึ้น จากอัตราผลตอบแทน(Yield) ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้สามารถสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอภายใต้ความเสี่ยงที่ต่ำกว่าการลงทุนในหุ้นกู้บางประเภท
“เป้าหมายปี 2569 เราตั้งเป้าการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่คาดการณ์ว่าในปีนี้จะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 2.5-3.5%"
โดยมีปัจจัยบวกสำคัญจาก อัตราค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้น 10% ต่อปี เป็นตัวเร่งให้ประชาชนตื่นตัวในการทำประกันสุขภาพ การเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ทำให้ความต้องการวางแผนการเงินระยะยาวพุ่งสูงขึ้น และนโยบายสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากภาครัฐที่ยังคงสนับสนุนการทำประกันชีวิตอย่างต่อเนื่อง”นายโชนกล่าวทิ้งท้าย
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,188 วันที่ 2 - 4 เมษายน พ.ศ. 2569







