
ญี่ปุ่น-สหรัฐ ร่วมแทรกแซงค่าเงินเยน หลังอ่อนค่าหนักสุดรอบ 40 ปี
รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมประกาศความร่วมมือกับสหรัฐในการเข้าแทรกแซงตลาดเงิน เพื่อสกัดการอ่อนค่าของเงินเยนที่รุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปี นับเป็นการแทรกแซงค่าเงินร่วมกันครั้งแรกตั้งแต่ปี 2011
KEY
POINTS
- ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ร่วมมือกันเข้าแทรกแซงตลาดเงินเพื่อสกัดการอ่อนค่าของเงินเยน
- สาเหตุมาจากการที่เงินเยนอ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
- การแทรกแซงค่าเงินร่วมกันครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น เตรียมออกแถลงการณ์ในวันจันทร์นี้ ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลสหรัฐได้ร่วมมือเข้าแทรกแซงตลาดเงิน เพื่อสกัดการอ่อนค่าของเงินเยนที่ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 40 ปี โดยถือเป็นการแทรกแซงค่าเงินร่วมกันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011
แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่น 2 ราย เปิดเผยว่า รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นจะย้ำถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการรับมือกับการอ่อนค่าของเงินเยนที่รุนแรงเกินไป และยืนยันว่าปฏิบัติการร่วมดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังญี่ปุ่นยังไม่ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติม ขณะที่เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐก็ยังไม่ได้ตอบคำขอแสดงความคิดเห็นจากสื่อ
รายงานดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลจากแหล่งข่าวในตลาดการเงินที่ระบุว่า ทางการญี่ปุ่นและสหรัฐได้เข้าซื้อเงินเยนในตลาดหลายระลอก เพื่อพยุงค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดเมื่อเทียบกับดอลลาร์ นับตั้งแต่ปี 1986
แหล่งข่าวระบุว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้เข้าซื้อเงินเยนและขายดอลลาร์ในช่วงเวลาทำการของตลาดนิวยอร์กเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะมีมติคงนโยบายการเงินในการประชุมวันศุกร์ พร้อมส่งสัญญาณว่ามีความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้
ด้านสหรัฐ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ซึ่งก่อนหน้านี้ระบุว่าค่าเงินเยนอาจถูกประเมินมูลค่าต่ำเกินไป ได้จดบันทึกระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันศุกร์ในหัวข้อสิ่งที่ต้องดำเนินการว่า "ซื้อเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) มูลค่า 5,000-10,000 ล้านดอลลาร์"
นอกจากนี้ แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องดังกล่าวเปิดเผยว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐได้แจ้งธนาคารหลายแห่งให้เตรียมพร้อมรับการแทรกแซงตลาดเงินเยนที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป





