
แบงก์ชาติ จ่อเปิดเกณฑ์ Thai Stablecoin รับการเงินยุคดิจิทัล
ธปท.เตรียมเปิดรับฟังความเห็น Thai Stablecoin ก่อนประกาศเกณฑ์ภายในปีนี้ มุ่งใช้เป็นระบบชำระเงิน หนุนคาร์บอนเครดิต และเปิดทางสถาบันการเงินร่วมธุรกิจ
KEY
POINTS
- ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการศึกษาและเตรียมประกาศหลักเกณฑ์กำกับดูแล Thai Baht Stablecoin ภายในปีนี้ หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็น เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศให้พร้อมรับยุคดิจิทัล
- เป้าหมายหลักของ Thai Stablecoin คือการใช้เป็นเครื่องมือชำระเงินและหักบัญชี (Settlement) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงิน และจะถูกนำไปใช้สนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียวโดยเชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอนเครดิต
- ธปท. จะเปิดทางให้สถาบันการเงินสามารถดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Stablecoin ได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมกับการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม
โลกการเงินกำลังเข้าสู่ยุคที่ "เงิน" ไม่ได้อยู่เพียงในรูปธนบัตรหรือยอดเงินในบัญชี แต่กำลังพัฒนาไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัลที่มีเสถียรภาพและสามารถใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจได้จริง
ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ของระบบการเงินดิจิทัล ผ่านการผลักดัน Thai Baht Stablecoin ที่คาดว่าจะประกาศหลักเกณฑ์ภายในปีนี้ พร้อมวางบทบาทเป็นเครื่องมือชำระเงินและกลไกสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยว่า ขณะนี้การศึกษาเกี่ยวกับ Thai Baht Stablecoin อยู่ในช่วงสุดท้าย และเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ก่อนจะสรุปหลักเกณฑ์และประกาศใช้อย่างเป็นทางการภายในปี 2569 หรืออาจจะต้นปี 2570 ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกรรมดิจิทัลในอนาคต
สำหรับ Thai Stablecoin มีเป้าหมายแตกต่างจากสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อการลงทุนหรือการเก็งกำไร โดยถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือสำหรับ Settlement หรือการชำระและหักบัญชีธุรกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงิน ขณะเดียวกัน ยังมีแผนนำ Stablecoin มาเชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอนเครดิต เพื่อสนับสนุนการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว รองรับเป้าหมายการมุ่งสู่ Net Zero ของประเทศ
"ธปท. ยังเตรียมเปิดทางให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินสามารถดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Stablecoin และสินทรัพย์ดิจิทัลได้มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกรรมที่เชื่อมโยงกับคาร์บอนเครดิตและเศรษฐกิจสีเขียว โดยการเปิดให้ดำเนินธุรกิจจะเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถปรับตัวได้ พร้อมกับรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม"
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า แม้ในอดีตธนาคารกลางจะมีท่าทีระมัดระวังต่อสินทรัพย์ดิจิทัล แต่เมื่อบริบทของโลกเปลี่ยนแปลงไป ธปท. ก็จำเป็นต้องปรับตัวเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แนวทางของไทยจะไม่ใช่การเร่งเดินหน้าแบบก้าวกระโดด แต่จะค่อย ๆ พัฒนาเป็นลำดับ เปรียบเสมือนการไต่ระดับจากขั้นที่ 5 ไปสู่ 6, 7 และ 8 มากกว่าการกระโดดจาก 1 ไป 10 เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีเวลาเรียนรู้และบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยอาจไม่ใช่ประเทศแรกที่เปิดใช้ Stablecoin อย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็จะไม่ปล่อยให้ประเทศตกขบวนของการเปลี่ยนแปลงทางการเงินโลก โดยยังคงยึดหลักการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินควบคู่กับการสนับสนุนนวัตกรรม
ทั้งนี้ ธปท. มองว่า Thai Stablecoin ไม่ใช่เพียงนวัตกรรมด้านการเงิน แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย รองรับทั้งระบบการชำระเงินยุคใหม่ การพัฒนาตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งหากหลักเกณฑ์สามารถประกาศใช้ได้ตามแผนภายในปีนี้ ก็จะถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการเงินไทยในยุคดิจิทัล






