

KEY
POINTS
นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภาพรวมธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 4 ปี 2568 ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส 4 ปี 2568 โดยรวมหดตัว ใกล้เคียงไตรมาสก่อนอยู่ที่ 1.1% จากระยะเดียวกันปีก่อน จากสินเชื่อธุรกิจ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่หดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง
ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่หดตัวเล็กน้อย ส่วนหนึ่งจากความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ด้านคุณภาพสินเชื่อ NPL (Stage 3 ) ไตรมาส 4 ปี 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 5.36 แสนล้านบาท จากการชำระคืนหนี้ และการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อ ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.84% สำหรับสินเชื่อ Stage 2 ปรับลดลง มาอยู่ที่ 7.07% จากการชำระคืนหนี้ได้ตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้เป็นสำคัญ
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ปรับลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลง ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการปรับลดตามมาตรการคุณสู้ เราช่วย เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากการหดตัวของสินเชื่อทั้งจากความต้องการสินเชื่อที่ชะลอลงและความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
กำไรสุทธิลดลงจากฐานที่สูงและส่วนต่างดอกเบี้ยแคบลง
นายสุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ผลประกอบการของระบบธนาคารพาณิชย์ในปี 2568 มีกำไรสุทธิรวมประมาณ 5 แสนล้านบาท ซึ่งปรับลดลงจากปี 2567 และลดลงต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4
โดยปัจจัยสำคัญที่ฉุดกำไรคือ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่หายไป เนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ส่งผ่านไปยังลูกหนี้ และการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับลดลงจาก 2.66% มาอยู่ที่ 2.54%
ขณะที่อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ในไตรมาส 4 ปรับลดลงต่ำกว่า 1% มาอยู่ที่ 0.94% อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมีกำไรจากการตีมูลค่าพอร์ตการลงทุน (Mark to Market) ตามทิศทางดอกเบี้ยที่ลดลง และรายได้จากค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตและธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงินมาช่วยพยุงไว้บางส่วน
สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง 6 ไตรมาส กลุ่ม SME น่าห่วง
ในด้านการปล่อยสินเชื่อ ภาพรวมทั้งปี 2568 หดตัวเล็กน้อยที่ -1.1% ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่องกัน 6 ไตรมาส โดยเฉพาะ สินเชื่อ SME ที่หดตัวติดต่อกันยาวนานถึง 14 ไตรมาส สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของธุรกิจขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในบางพอร์ต เช่น สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่กลับมาเป็นบวก 0.7% และสินเชื่อเช่าซื้อที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นเป็น 0.3%
สำหรับแนวโน้มปี 2569 ธปท. คาดการณ์ว่าสินเชื่อจะเริ่มกลับมาขยายตัวได้เล็กน้อยประมาณ 1.6% - 2% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
คุณภาพสินเชื่อเริ่มนิ่ง NPL ปรับลดลงเล็กน้อย
ด้านคุณภาพสินเชื่อพบว่า หนี้เสีย (NPL หรือ Stage 3) โดยรวมปรับลดลงเล็กน้อย โดย NPL สินเชื่อธุรกิจอยู่ที่ 2.68% และสินเชื่ออุปโภคบริโภคอยู่ที่ 3.18% สัญญาณการไหลลงสู่หนี้ด้อยคุณภาพเริ่มมีความนิ่งมากขึ้นจากการได้รับความช่วยเหลือผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ อย่างไรก็ตาม หนี้ในกลุ่ม Stage 2 (เริ่มผิดนัดชำระ) ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่ม SME ที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ในกลุ่มรายย่อย เช่น เช่าซื้อและบัตรเครดิต เริ่มเห็นการปรับตัวดีขึ้น
เร่งมาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นการเข้าถึงสินเชื่อ
ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาสินเชื่อ SME ที่หดตัว ธปท. ได้เปิดตัวโครงการ “SME Credit Boost” โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ(เช่น เกษตรแปรรูป, Wellness, ไฮเทค และโลจิสติกส์ ตั้งเป้าเติมวงเงินสินเชื่อใหม่ 1 แสนล้านบาทภายใน 2 ปี
นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าการแก้หนี้ผ่านโครงการ Responsible Lending ซึ่งมียอดหนี้สะสมที่ได้รับความช่วยเหลือแล้วเกือบ 2.5 ล้านล้านบาท จาก 4.3 ล้านบัญชี และโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ที่เชิญชวนลูกหนี้เสียเข้าตรวจสอบสิทธิ์เพื่อปรับปรุงรหัส NCB ให้ดีขึ้นทันที