thansettakij
ธ.ก.ส. ผนึก GIZ เปิด ‘Thai Rice GCF’ หนุนปลูกข้าวลดคาร์บอน

ธ.ก.ส. ผนึก GIZ เปิด ‘Thai Rice GCF’ หนุนปลูกข้าวลดคาร์บอน

29 ม.ค. 2569 | 07:09 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ม.ค. 2569 | 07:15 น.

ธ.ก.ส. จับมือ GIZ เปิดตัวรูปแบบเงินอุดหนุนและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ผ่าน ‘ Thai Rice GCF’ 5.3 พันล้านบาท หนุนเกษตรกรปรับแนวทางปลูกข้าวลดคาร์บอน

KEY

POINTS

  • ธ.ก.ส. ร่วมมือกับ GIZ เยอรมนี เปิดตัวโครงการ ‘Thai Rice GCF’ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการทำนาไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • โครงการมีมาตรการสนับสนุนทางการเงิน 2 รูปแบบหลัก คือ เงินอุดหนุนเพื่อการเปลี่ยนแปลง (CSI) และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (CSL) สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วม
  • มีระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี (พ.ศ. 2566–2571) ในพื้นที่เป้าหมาย 21 จังหวัด  

นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit : GIZ)

เปิดตัวรูปแบบเงินอุดหนุนและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Thai Rice: Strengthening Climate-Smart Rice Farming Project) หรือโครงการ Thai Rice GCF 

ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรไทยปรับเปลี่ยนกระบวนการปลูกข้าวสู่การทำนาที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการดังกล่าวมุ่งเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำนาข้าวของเกษตรกร ด้วยการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Climate Smart Technology : CST) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกรรายย่อย ลดความเสี่ยงจากภัยภูมิอากาศ และยกระดับความยั่งยืนของภาคการผลิตข้าวในระยะยาว

นายไพศาล กล่าวว่า โครงการได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund : GCF) กระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMZ) รวมถึงภาคเอกชน และได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน

“โครงการกำหนดพื้นที่ดำเนินการใน 21 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวสำคัญทั่วประเทศ และมีระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี ตั้งแต่ปี 2566–2571”

นายไพศาล กล่าวว่า รูปแบบการทำนาข้าวในปัจจุบันยังต้องใช้น้ำในปริมาณมากและมีการขังน้ำในนาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบางต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในช่วง 30 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจทำให้ประสิทธิภาพการผลิตข้าวลดลง กระทบต่อรายได้เกษตรกร และความมั่นคงด้านอาหาร

นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

ด้วยเหตุนี้ ธ.ก.ส. จึงให้ความสำคัญกับการผลักดันการปลูกข้าววิถีใหม่ที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กันไป อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ การวางแผนลงทุน และการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกรแต่ละราย

สำหรับมาตรการสนับสนุนทางการเงินภายใต้โครงการ Thai Rice GCF แบ่งออกเป็น 2 มาตรการหลัก ได้แก่ เงินอุดหนุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (CSI) วงเงินประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเกษตรกรประมาณ 40,000 ราย โดยเกษตรกรสามารถเลือกรับเงินอุดหนุนได้ 3 ระดับ ตามขนาดและรูปแบบการปรับเปลี่ยนการทำนา และจำกัดไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน

ธ.ก.ส. ผนึก GIZ เปิด ‘Thai Rice GCF’ หนุนปลูกข้าวลดคาร์บอน

นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อเพื่อการปรับเปลี่ยนสู่การเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Climate Smart Loan : CSL) วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับเกษตรกรที่ผ่านการอบรมหลักสูตรการปลูกข้าวด้วยเทคโนโลยีที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ และหลักสูตรด้านการวางแผนการเงิน เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ สำหรับใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือลงทุนในเทคโนโลยีที่โครงการส่งเสริม

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถสมัครได้ผ่านหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเมื่อผ่านการอบรมตามเงื่อนไขแล้ว จะสามารถยื่นขอรับเงินอุดหนุนและสินเชื่อกับ ธ.ก.ส. ได้