thansettakij
thansettakij
บอนด์ยีลด์ ปรับลด นำร่องดอกเบี้ยนโยบายขาลง

บอนด์ยีลด์ ปรับลด นำร่องดอกเบี้ยนโยบายขาลง

19 ก.พ. 67 | 10:06 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ก.พ. 67 | 10:06 น.

บอนด์ยีลด์ปรับลด นำร่องดอกเบี้ยนโยบาย หลัง “เฟด-กนง.” ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ลดภาระต้นทุนภาครัฐ-เอกชน นักลงทุนแหยงความเสี่ยงหุ้นกู้กลุ่ม BBB ลงมา ชี้ฟากแบงก์หมดช่วงไพร์มไทม์ รายได้-NIM จับตาการเมืองบี้ธนาคารพาณิชย์อุ้มลูกหนี้

นายสงวน จุงสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่าย Investment market Research สายธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) หรือ บอนด์ยีลด์ ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ได้ปรับลดลงแล้วเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 โดยเห็นได้จากพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปีปรับลดลงจากเดิม 2.34% มาอยู่ที่ 2.19% อายุ 5 ปี จากเดิม 2.45% เหลือ 2.27% และอายุ 10 ปีจากเดิม 2.70% เหลือ 2.57% 

นายสงวน จุงสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่าย Investment market Research สายธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย

ส่งผลให้ต้นทุนการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนหรือหุ้นกู้ อันดับเครดิตสูงที่สุด คือ AAA ทยอยปรับลดลงมาแล้วเช่นกัน โดยหุ้นกู้ AAA อายุ 3ปี ปรับลดลงมาเหลือ 2.63% และอายุ 5ปี 2.88% เทียบจากสิ้นปีอยู่ที่ 2.82% และ 3.11% ตามลำดับ ขณะที่หุ้นกู้ BBB+ ซึ่งอยู่ในมือของนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากนั้น พบว่า หุ้นกู้ BBB อายุ 2 ปีเหลือ 4.17% จากสิ้นปีที่แล้วอยู่ที่ 4.09% และอายุ 5 ปีเท่ากับ 4.56% จากสิ้นปี 4.52%

“หุ้นกู้กลุ่ม AAA หรือ Investment Grade อัตราดอกเบี้ยปรับลดลงสะท้อนความเสี่ยงที่ต่ำ โดยต้นทุนถูกลงตามยีลด์ของพันธบัตรรัฐบาล แต่ในกลุ่ม BBB+ ดอกเบี้ยยังสูง ซึ่งเกิดจากสมาชิกใหม่ จริงๆถ้าตัดสมาชิกใหม่ออกไปในส่วนของสมาชิกเดิมก็ถือว่าอัตราดอกเบี้ยทรงตัว” นายสงวนกล่าว

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนโดยรวมปรับลดลงดังกล่าว คือ โอกาสของการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับตัวเลขเศรษฐกิจและเครื่องชี้เศรษฐกิจต่างๆ ของไทย ทำให้โอกาสที่จะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายมีความชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ปรับขึ้นหลังจากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี ทำให้ตลาดปรับมุมมองการลดดอกเบี้ยของเฟดเลื่อนออกไป

ในส่วนดอกเบี้ยนโยบายของไทยนั้น ตลาดปรับมุมมองว่า มีโอกาสที่การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจะเลื่อนเข้ามาเร็วขึ้น เพราะปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอ กดดันค่าเงินบาท เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น และมองทิศทางค่าเงินบาทอ่อนค่าไปถึงช่วงสงกรานต์ ขณะที่ระหว่างทางค่าเงินบาทอาจจะเคลื่อนไหว Sideway และอ่อนค่า ทำให้บอนด์ยิลด์ปรับตัวลดลง

“หุ้นกู้ Investment Grade ที่มีความเสี่ยงต่ำ จะได้ประโยชน์ เพราะนักลงทุนเชื่อมั่นทำให้ต้นทุนปรับลดลงได้ แต่หุ้นกู้กลุ่มไฮยีลด์ BBB+ นักลงทุนยังมีความกังวล ความเชื่อมั่นยังไม่กลับมา จึงมีส่วนให้ต้นทุนกลุ่มไฮยีลด์ยังแพง อยู่ต่อไป ซึ่งกลุ่ม BBB ลงไปจะต้องเลือกรายคนและ รายเซ็กเตอร์ ส่วนตัวเห็นสัญญาณกลุ่มไฮยีลด์เองก็มีระมัดระวังมากขึ้น การออกหุ้นกู้ไม่ง่ายเหมือนเดิมหลายไตรมาสแล้ว จึงมีการปรับตัวและพึ่งพาแหล่งเงินทุนอื่นหรือขยายโครงการอย่างระมัดระวัง”

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการส่งผ่านดอกเบี้ยนโยบายจะไม่เท่ากัน โดยตลาดทุนจะเร็วกว่าคือ ต้นทุนการออกตราสารหนี้รัฐและเอกชนจะลดลงก่อน เนื่องจากการส่งผ่านตลาดทุนจะเกิดขึ้นทันที แม้ยังไม่ลดดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนตลาดเงินนั้นต้องรอดูอีกที เพราะถ้ากนง.จะลดดอกเบี้ยเดือนเมษายน ธนาคารพาณิชย์ก็ต้องลดดอกเบี้ยเดือนมิถุนายน 

บอนด์ยีลด์ ปรับลด นำร่องดอกเบี้ยนโยบายขาลง

ส่วนในแง่สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในระบบนั้น ส่วนตัวมองว่า สถาบันการเงินยังมีการปล่อยกู้บนความระมัดระวัง เพราะสิ้นสุดมาตรการผ่อนผันแล้ว แต่แนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อยังต่ำอยู่ ซึ่งสิ่งที่ชอบคือ สัญญาณการปฏิเสธสินเชื่อบ้านราคา 1-3 ล้านบาท ซึ่งมีซัพพลายเหลือมาก สะท้อนภาพเชิงบวกว่า ธนาคารพาณิชย์ทำหน้าที่ระหว่างที่หนี้ครัวเรือนยังสูงและเป็นการปกป้องคุณภาพหนี้ ซึ่งจะไม่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มอีก

แหล่งข่าวจากสถาบันการเงินกล่าวกับ“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ยอดคงค้างเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบสิ้นปี 2566 พบว่า ภาพรวมขยับขึ้น 2.11 แสนล้านบาทเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 ในจำนวนนนี้เป็นการทำธุรกรรมกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท. ) หรือปล่อยกู้ธปท. เพิ่มขึ้น 1.20 แสนล้านบาท, ธุรกรรมปล่อยกู้กับสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 2.29 แสนล้านบาท

ขณะที่การชำระคืนค่อนข้างมากจากภาครัฐ (รวมรัฐวิสาหกิจ) ทำให้ยอดคงค้างเงินให้กู้ภาครัฐปรับลดลง 4.57 หมื่นล้านบาทและภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือน และผู้มีถิ่นที่อยู่ต่างประเทศรวมกันลดลง 9.19 หมื่นล้านบาท (หากแยกเฉพาะครัวเรือนกับกลุ่มสถาบันไม่แสวงหากำไรพบว่า มีการปล่อยกู้เพิ่มขึ้น) เนื่องจากการชำระคืนมากเช่นกัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของการเติบโตสินเชื่อแค่ 0.2% และเงินฝากขยับ 0.3% สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ที่ 92.4%

 “ปีที่แล้วทั้งปี แบงก์พาณิชย์ให้กู้ยืมกับแบงก์ชาติเพิ่มขึ้น 1.20 แสนล้านบาท แต่จะเห็นการชำระคืนจากภาครัฐค่อนข้างมากทำให้การให้กู้ยืมกับภาครัฐ รัฐวิสาหกิจมียอดคงค้างลดลง 4.57หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีการชำระคืนค่อนข้างมาก”

 อย่างไรก็ตาม โดยรวมสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (L2D) อยู่ที่ 92.4% ใกล้เคียง 92.5% จากสิ้นปี 2565 ขณะที่สินเชื่อเติบโต 0.2% เงินฝากเติบโต 0.3% รวมทั้งปี 2566 ยอดคงค้างสินเชื่อรวม 18.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2 แสนล้านบาทจาก 18.2 ล้านล้านบาทสิ้นปี 2565

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 43 ฉบับที่ 3,966 วันที่ 15 - 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567