thansettakij
thansettakij
ของแพงเท่ากัน แต่ผู้มีรายได้น้อยเจ็บกว่า แบกค่าอาหารสูงถึง 44%

ของแพงเท่ากัน แต่ผู้มีรายได้น้อยเจ็บกว่า แบกค่าอาหารสูงถึง 44%

06 พ.ย. 69 | 06:45 น.
อัปเดตล่าสุด :06 พ.ย. 69 | 06:45 น.

ของแพงขึ้นเท่ากัน แต่คนรายได้น้อยอาจเจ็บกว่า! ผลวิจัย ชี้ เงินเฟ้อ ส่งผลต่อครัวเรือนต่างกัน กลุ่มรายได้น้อย ใช้จ่ายกับอาหารสูงถึง 44% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

KEY

POINTS

  • ครัวเรือนรายได้น้อยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารสูงถึง 44% ของรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งเป็นหมวดสินค้าที่ราคาปรับขึ้นเร็ว ทำให้ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อรุนแรงกว่ากลุ่มรายได้สูง
  • ปรากฏการณ์ "Cheapflation" (ของถูกขึ้นราคาเร็วกว่าของแพง) และ "Shrinkflation" (ลดปริมาณสินค้าแต่ราคาเท่าเดิม) ซ้ำเติมผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นผู้บริโภคหลักของสินค้ากลุ่มนี้
  • ผู้มีรายได้น้อยมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ทำให้ไม่สามารถซื้อสินค้าขนาดใหญ่ที่ราคาต่อหน่วยถูกกว่าได้ จึงต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น
  • ผลการศึกษาชี้ว่าภาระเงินเฟ้อที่แท้จริงของกลุ่มรายได้น้อยอาจสูงกว่ากลุ่มรายได้สูงถึง 2.6% ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยของประเทศไม่สามารถสะท้อนภาพนี้ได้

นายทศพล อภัยทาน ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ และนางสาวธนาพร ศรีคล้าย เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลงานวิจัยเรื่องความเหลื่อมล้ำในวิกฤตค่าครองชีพ เมื่อเงินเฟ้อของเราไม่เท่ากัน พบว่า แม้ประเทศไทยจะมีการรายงานอัตราเงินเฟ้อเป็นตัวเลขเดียวในระดับประเทศ แต่ในทางปฏิบัติครัวเรือนแต่ละกลุ่มกลับเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพแตกต่างกัน โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยที่มีแนวโน้มเผชิญภาระเงินเฟ้อสูงกว่าครัวเรือนรายได้สูง

ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี 2025 พบว่า ครัวเรือนรายได้น้อยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารประมาณ 44% ของรายจ่ายทั้งหมด ขณะที่ครัวเรือนรายได้สูงอยู่ที่ประมาณ 31% โดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ราคาอาหารปรับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าระดับราคาสินค้าและบริการโดยรวม

โดยดัชนีราคาผู้บริโภคโดยรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 42% ขณะที่ ราคาวัตถุดิบอาหารและอาหารปรุงสำเร็จเพิ่มขึ้นประมาณ 115% และ 79% ตามลำดับ หมายความว่า ครัวเรือนรายได้น้อยซึ่งมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารสูงกว่า ต้องเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพจากหมวดสินค้าที่มีราคาปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าเช่นกัน

ของถูก ขึ้นราคาแรงกว่าของแพง เกิด “Cheapflation”

ข้อมูลราคาสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ในช่วงวิกฤตเงินเฟ้อปี 2022 พบว่า สินค้าราคาถูกมีราคาปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 6.6% ขณะที่ สินค้าพรีเมียมเพิ่มขึ้นประมาณ 4.6% ปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกว่า Cheapflationหรือ ภาวะที่สินค้าราคาถูกปรับขึ้นเร็วกว่าสินค้าราคาแพง

ปัจจัยหนึ่งอาจมาจากสินค้าราคาถูกมีส่วนต่างกำไรต่อหน่วยที่ต่ำกว่า ทำให้เมื่อเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ผู้ผลิตอาจมีข้อจำกัดในการรองรับต้นทุนและส่งผ่านไปยังราคาสินค้าได้เร็วกว่า ผลกระทบจึงตกอยู่กับครัวเรือนรายได้น้อยมากกว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าราคาถูกเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย

งานวิจัย ชี้ ของแพงเท่ากัน แต่ผู้มีรายได้น้อยแบกค่าอาหารสูงกว่า

จ่ายเท่าเดิม แต่ได้ของน้อยลงจาก “Shrinkflation”

อีกปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนที่แท้จริงของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น คือ Shrinkflation หรือการลดปริมาณสินค้าในบรรจุภัณฑ์ ขณะที่ราคาจำหน่ายไม่ได้ลดลงตามสัดส่วน ผู้บริโภคจึงอาจยังจ่ายเงินในระดับเดิม แต่ได้รับสินค้าในปริมาณลดลง เมื่อคำนวณเป็นราคาต่อหน่วย ต้นทุนที่แท้จริงจึงเพิ่มขึ้น ผลการศึกษา พบว่า การปรับขนาดสินค้าพบมากในกลุ่มสินค้าราคาถูก และมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงวิกฤตเงินเฟ้อจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน

ข้อมูลยังพบว่า สินค้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้น 2 เท่า มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่าแพ็กขนาดเล็กเฉลี่ยประมาณ 10.8% แต่ครัวเรือนรายได้น้อยมีค่าใช้จ่ายคิดเป็นประมาณ 88% ของรายได้ ขณะที่ครัวเรือนรายได้สูงอยู่ที่ประมาณ 57% ทำให้ครัวเรือนรายได้น้อย มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง แม้การซื้อแพ็กใหญ่จะช่วยประหยัดในระยะยาว แต่ไม่สามารถซื้อสินค้าในปริมาณมากในครั้งเดียวได้ จึงอาจต้องซื้อแพ็กเล็กและมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่า

เมื่อพิจารณาทั้ง 4 ปัจจัยร่วมกัน ผลการศึกษาประเมินว่า ในช่วงวิกฤตเงินเฟ้อจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่วนต่างของภาระเงินเฟ้อระหว่างครัวเรือนรายได้น้อยกับครัวเรือนรายได้สูงอาจสูงถึงประมาณ 2.6% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การใช้ตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยระดับประเทศเพียงตัวเดียว อาจไม่สามารถสะท้อนภาระค่าครองชีพของประชาชนแต่ละกลุ่มได้อย่างครบถ้วน เนื่องจากรูปแบบการใช้จ่าย ประเภทสินค้าที่บริโภค และความสามารถในการปรับตัวต่อราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นแตกต่างกัน

แล้วผู้กำหนดนโยบาย ควรมองเรื่องนี้อย่างไร

เมื่อเงินเฟ้อของแต่ละครัวเรือนไม่เท่ากัน การใช้ตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยของประเทศเพียงตัวเดียวอาจไม่สามารถสะท้อนภาระค่าครองชีพของประชาชนแต่ละกลุ่มได้อย่างครบถ้วน งานศึกษาจึงเสนอแนวทางเชิงนโยบายอย่างน้อย 4 ประเด็น

  1. วัดเงินเฟ้อให้ละเอียดขึ้น แยกตามกลุ่มรายได้และรูปแบบการใช้จ่าย เพื่อสะท้อนค่าครองชีพที่แท้จริง
  2. ช่วยเหลือให้ตรงกลุ่ม เน้นครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบมากกว่าการอุดหนุนราคาทั่วไป ซึ่งใช้งบประมาณสูง
  3. เพิ่มความโปร่งใสด้านราคา แสดงราคาต่อหน่วยและแจ้งเมื่อมีการลดปริมาณสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบต้นทุนได้ชัดเจน
  4. นโยบายการเงินต้องคำนึงถึงผลกระทบที่แตกต่างกัน เพราะเงินเฟ้อสูงกระทบครัวเรือนรายได้น้อยมากกว่า และอาจกระทบต่อกำลังซื้อและการเติบโตของเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญจากงานศึกษานี้จึงอยู่ที่เงินเฟ้อไม่ได้กระทบทุกคนเท่ากัน เพราะครัวเรือนรายได้น้อยมีทั้งโครงสร้างการใช้จ่ายที่แตกต่าง สินค้าที่ซื้อมีแรงกดดันด้านราคาสูงกว่า และมีข้อจำกัดในการปรับพฤติกรรมการบริโภค ทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยของประเทศอาจยังไม่สะท้อนภาระค่าครองชีพที่แท้จริงของคนแต่ละกลุ่ม