thansettakij
thansettakij
ทองคำรับแรงหนุน เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ จับตาสงคราม-ดอกเบี้ย

ทองคำรับแรงหนุน เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ จับตาสงคราม-ดอกเบี้ย

04 พ.ย. 69 | 08:00 น.
อัปเดตล่าสุด :04 พ.ย. 69 | 08:02 น.

ฮั่วเซ่งเฮง–YLG ชี้ทองคำได้แรงหนุนจากการคานอำนาจสหรัฐ เปิดสถิติฝ่ายค้านยึดสองสภา ทองบวกเฉลี่ย 6.5% ในหกเดือน จับตาสงคราม–ดอกเบี้ย

KEY

POINTS

  • ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่อาจทำให้เกิดการคานอำนาจในรัฐสภา สร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายการคลัง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยสถิติในอดีตชี้ว่าราคาทองมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น
  • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (สงคราม) ที่อาจผลักดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อให้สูงขึ้น แม้ในระยะแรกอาจกดดันทองคำจากความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย แต่ในระยะยาวอาจกลับมาเป็นปัจจัยหนุนหากเงินเฟ้อเร่งตัวแซงหน้าอัตราดอกเบี้ย
  • ทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เป็นตัวแปรสำคัญ หากเฟดมีข้อจำกัดในการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลงหรือติดลบ ซึ่งเป็นผลดีต่อราคาทองคำ

ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐอย่างไม่เป็นทางการที่บ่งชี้ว่า พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา กลายเป็นปัจจัยที่ตลาดทองคำจับตา เนื่องจากการคานอำนาจรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเพิ่มข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายการคลังและการใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐ

แม้ภาพดังกล่าวอาจเป็นแรงหนุนทองคำในระยะกลาง แต่ทิศทางราคายังมีตัวแปรจากนโยบายการค้า สถานการณ์ตะวันออกกลาง และการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด โดยเฉพาะหากความขัดแย้งผลักดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อให้เร่งตัวขึ้นอีกครั้ง

“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์นักวิเคราะห์จากบริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด และบริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ซึ่งมองสอดคล้องกันว่า การคานอำนาจในสหรัฐเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ แต่ราคายังมีโอกาสปรับขึ้นลงระหว่างทาง โดยต้องติดตามทั้งข้อจำกัดในการออกพันธบัตรรัฐบาล และการใช้อำนาจบริหารของทรัมป์หลังการเลือกตั้ง

เปิดสถิติฝ่ายค้านยึดสองสภา ทองบวกเฉลี่ย 6.5%

นายชานน กังวานเวชกุล ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า จากข้อมูลที่บริษัทรวบรวมตั้งแต่ปี 1970 พบการเลือกตั้งกลางเทอมที่พรรคของประธานาธิบดีสูญเสียการควบคุมทั้งสองสภาให้ฝ่ายค้านอยู่สองครั้ง ได้แก่ ปี 1994 ในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน และปี 2006 ในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช

ราคาทองคำในช่วงหกเดือนหลังทราบผลเลือกตั้งทั้งสองครั้งปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 6.5% โดยรอบปี 1994 เพิ่มขึ้นประมาณ 1% ส่วนรอบปี 2006 เพิ่มขึ้นประมาณ 12% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นค่าเฉลี่ยจากเหตุการณ์สองครั้งในอดีต จึงต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยแวดล้อมของการเลือกตั้งรอบนี้

นายชานนอธิบายว่า แรงหนุนสำคัญมาจากการคานอำนาจ ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลผลักดันนโยบายต่างประเทศและนโยบายการคลังได้ยากขึ้น ความไม่แน่นอนดังกล่าวช่วยเพิ่มความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะเดียวกัน หากรัฐบาลออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินมาใช้จ่ายได้ลดลง ก็อาจช่วยลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หรือบอนด์ยีลด์ และเป็นผลบวกต่อทองคำ

อย่างไรก็ตาม ผลจากการคานอำนาจต้องใช้เวลาทยอยปรากฏผ่านการพิจารณากฎหมายและงบประมาณแต่ละเรื่อง จึงไม่ได้หมายความว่าราคาทองคำจะปรับขึ้นต่อเนื่องทันทีหลังทราบผลเลือกตั้ง

“มันก็จะมีขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่ได้พุ่งเลย เพราะตามสถิติคือตั้งหกเดือน โดยระหว่างทางยังมีปัจจัยอื่นเข้ามากระทบ ขณะที่ความขัดแย้งในการผลักดันนโยบายจะค่อย ๆ ปรากฏตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น"

ชานน กังวานเวชกุล ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด

อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือ การใช้คำสั่งฝ่ายบริหารหรือช่องทางกฎหมายที่เปิดให้ประธานาธิบดีดำเนินนโยบายได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการออกกฎหมายในสภา ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อตลาดเพิ่มเติม

สงครามอาจกดทองก่อน เงินเฟ้อเร่งจึงกลับมาหนุน

นายชลธิศ นวลพลับ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า การที่เดโมแครตมีแนวโน้มควบคุมทั้งสองสภาอาจทำให้รัฐบาลสหรัฐเผชิญอุปสรรคในการผลักดันงบประมาณและการใช้จ่าย หากจำกัดการออกพันธบัตรได้ ก็มีโอกาสช่วยให้บอนด์ยีลด์ปรับลดลงและหนุนราคาทองคำ

นอกจากนี้ ความขัดแย้งเรื่องงบประมาณและเพดานหนี้ รวมถึงความเสี่ยงปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ อาจเป็นปัจจัยเพิ่มความไม่แน่นอนที่ส่งผลบวกต่อทองคำ แต่ยังต้องติดตามการตัดสินใจของทรัมป์ โดยเฉพาะนโยบายด้านความมั่นคงและสถานการณ์อิหร่าน

นายชลธิศมองว่า หากความขัดแย้งทางทหารรุนแรงขึ้นจนราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น ทองคำอาจถูกกดดันในระยะแรก เพราะตลาดจะกังวลว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจทำให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ย หรือคงดอกเบี้ยในระดับสูง ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ปรับขึ้นตาม

“ถ้ามีข่าวโจมตี น้ำมันขึ้น บอนด์ยีลด์ขึ้น อันนี้ก็จะกดดันทองก่อน” นายชลธิศกล่าว

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกระหว่างอัตราดอกเบี้ยตัวเงินกับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ซึ่งพิจารณาผลของเงินเฟ้อร่วมด้วย หากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง แต่เฟดไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยตามได้มากนัก เพราะต้องระวังผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจลดลงหรือเข้าสู่ระดับติดลบ และกลับมาเป็นแรงหนุนทองคำ

นายชลธิศยกตัวอย่างด้วยตัวเลขสมมติว่า หากอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 5% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 2% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะเป็นบวกประมาณ 3% แต่หากเงินเฟ้อเพิ่มเป็น 7% ขณะที่ดอกเบี้ยขึ้นได้เพียง 4% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะกลายเป็นลบประมาณ 3%

ชลธิศ นวลพลับ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด

ดังนั้น แม้ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอาจกดดันทองผ่านความกังวลดอกเบี้ยในช่วงแรก แต่หากต่อมาเฟดควบคุมเงินเฟ้อได้จำกัด ทองคำก็อาจกลับมาได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจชะลอตัวและตลาดแรงงานอ่อนแอลงพร้อมกับเงินเฟ้อสูง จนเกิดความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่เงินเฟ้อ หรือ Stagflation

จับตาดอกเบี้ยกดหุ้น AI–แรงซื้อดีวาลีหนุนทองปลายปี

นายชลธิศมองว่า เฟดอาจมีข้อจำกัดในการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เพราะดอกเบี้ยสูงอาจกดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐ หากหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวลงรุนแรงจนกระทบต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ เฟดก็อาจต้องระมัดระวังมากขึ้นในการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม แม้เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงก็ตาม

หากราคาน้ำมันยังผลักดันให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น แต่เฟดไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้มากพอ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจลดลงหรือเข้าสู่ระดับติดลบ ซึ่งจะกลับมาเป็นแรงหนุนต่อราคาทองคำ เนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองลดลง อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกทองคำอาจยังเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องดอกเบี้ยขาขึ้นและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์

สำหรับจังหวะลงทุน นายชลธิศมองว่าราคาทองคำที่ต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับการทยอยซื้อสะสม โดยมีแรงซื้อทองคำในอินเดียช่วงเทศกาลดีวาลี รวมถึงอุปสงค์ตามฤดูกาลในช่วงต้นปีเป็นปัจจัยสนับสนุน นอกจากนี้ หากตลาดยังมีความผันผวนจากทิศทางดอกเบี้ยและเศรษฐกิจโลก การอ่อนตัวของราคาทองคำในช่วงปลายปีอาจเป็นโอกาสในการสะสม เพื่อรอจังหวะขายในช่วงต้นปีที่ความต้องการซื้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

วายแอลจีชี้ 4,080 ดอลลาร์ ด่านเปลี่ยนแนวโน้มทอง

สำหรับทิศทางราคา นายชานนประเมินว่า แนวต้านแรกที่ต้องติดตามอยู่ที่ 4,080 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดล่าสุดที่ราคาทำไว้ระหว่างการพักฐาน หากผ่านได้จะเป็นสัญญาณสำคัญของการทำลายโครงสร้างขาลง หลังราคาทำจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดลดลงมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม

แนวต้านถัดไปอยู่ที่ 4,160 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีปริมาณการซื้อขายสะสมสูงในช่วงพักฐาน ตามการวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือ Volume Profile จึงเป็นพื้นที่ที่อาจมีแรงขายรออยู่มาก หากผ่านระดับนี้ได้จะช่วยเพิ่มน้ำหนักว่าการพักฐานมีโอกาสสิ้นสุดลง

นายชานนมองว่า ราคามีโอกาสขึ้นทดสอบทั้ง 4,080 และ 4,160 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจนผ่านแนวต้านดังกล่าวได้ จะมีแนวต้านถัดไปที่ 4,250 และ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยระดับเหล่านี้ยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขด้านราคาและปัจจัยพื้นฐานที่เข้ามาสนับสนุน

ในทางกลับกัน ตราบใดที่ราคายังไม่ผ่าน 4,080 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็ยังมีโอกาสย้อนกลับมาทดสอบระดับด้านล่าง เนื่องจากสัญญาณทางเทคนิคยังสะท้อนแรงกดดันของแนวโน้มขาลง ส่วนบริเวณ 3,970 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งราคาทะลุขึ้นมาได้ระหว่างการซื้อขาย เป็นระดับที่นายชานนมองว่า หากย่อลงมาทดสอบอีกครั้งอาจเป็นจังหวะทยอยสะสม

นอกจากผลเลือกตั้งแล้ว นายชานนระบุว่า ต้องติดตามเงินเฟ้อและการประชุมเฟด หากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย ราคาน้ำมันไม่เร่งขึ้น และไม่มีสงครามภาษีรอบใหม่ ก็อาจช่วยให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง ในกรณีที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งถัดไปแล้วส่งสัญญาณยุติการขึ้นดอกเบี้ย ก็จะเป็นปัจจัยสนับสนุนทองคำเพิ่มเติม

แต่หากความขัดแย้งทางทหารหรือมาตรการภาษีรอบใหม่ผลักดันเงินเฟ้อกลับขึ้นมา ตลาดทองคำก็ยังต้องเผชิญความผันผวน ทำให้การผ่านแนวต้านสำคัญและทิศทางนโยบายเฟดเป็นเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาควบคู่กับแรงหนุนจากการคานอำนาจในสหรัฐ