
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เขย่าตลาดเงินตลาดทุน จับตาดอลลาร์แข็ง
นักวิชาการ ประเมินเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ส่งผลต่อตลาดเงิน–ตลาดทุน อาจผันผวนระยะสั้น ขณะที่ ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยหนุนดอลลาร์แข็งค่า จับตาการเคลื่อนย้ายเงินทุน
KEY
POINTS
- นักวิชาการมอง การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจในสภา แต่คาดว่าจะไม่ส่งผลให้นโยบายของประธานาธิบดีเปลี่ยนแปลงในทันที
- แนวโน้มเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
- การแข็งค่าของเงินดอลลาร์จะสร้างแรงกดดันให้ค่าเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลง และอาจส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน
นักวิชาการชี้ เลือกตั้งกลางเทอมเปลี่ยนสมดุลอำนาจสภา แต่ไม่ทำให้นโยบายทรัมป์เปลี่ยนทันที ห่วงทิศทางเงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กดดันเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น กระทบค่าเงินตลาดเกิดใหม่มีโอกาสอ่อนตัว จับตาเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้น
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง วิเคราะห์การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ปี 2026 ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมถึงการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐใน 36 รัฐ จากทั้งหมด 50 รัฐ ไม่ใช่การเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในรัฐสภา เพราะแม้พรรคฝ่ายค้าน(พรรคเดโมแครต) จะได้เสียงข้างมากในทั้งสองสภา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ทั้งหมด เนื่องจากสหรัฐฯ ใช้ระบบประธานาธิบดีที่แยกอำนาจฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติออกจากกัน
ประธานาธิบดียังคงมีอำนาจในการออกคำสั่งฝ่ายบริหาร เพื่อขับเคลื่อนนโยบายบางด้านได้ ขณะที่รัฐสภามีอำนาจต่อรองผ่านการอนุมัติงบประมาณ ซึ่งอาจส่งผลต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เช่น การให้ความช่วยเหลือยูเครน การสนับสนุนอิสราเอล และการจัดสรรงบประมาณด้านกลาโหมที่รัฐบาลทรัมป์เสนอไว้สูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์
ดังนั้น หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา อาจทำให้การบริหารงานของทรัมป์มีข้อจำกัดมากขึ้น ต้องเจรจาและรับฟังความเห็นจากรัฐสภามากกว่าเดิม แต่ไม่ได้หมายความว่านโยบายหลักของสหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญในทันที
เดโมแครตลุ้นชิงเสียงข้างมาก จับตาทิศทางรัฐบาลทรัมป์
สำหรับการแข่งขันทางการเมือง ประเมินว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาสช่วงชิงเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร โดยต้องจับตารัฐที่มีการแข่งขันสูง เช่น แคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก นอร์ทแคโรไลนา เพนซิลเวเนีย และมิชิแกน ขณะที่ การแข่งขันในวุฒิสภายังค่อนข้างสูสี และต้องติดตามผลในแต่ละรัฐอย่างใกล้ชิด
ตลาดเงิน–ตลาดทุน จับตา ดอกเบี้ย ดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่า
ในมุมมองตลาดเงินและตลาดทุน ประเมินว่า ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามมากกว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมเพียงอย่างเดียว
หากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในทิศทางขาขึ้น จะเป็นแรงสนับสนุนให้เงินดอลลาร์สหรัฐมีโอกาสแข็งค่าขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมีแรงจูงใจนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า และอาจเกิดกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นการย้ายเงินลงทุนจากสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปยังสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ผลที่ตามมา คือ สกุลเงินของหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ อาจเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะแตกต่างกันไปตามปัจจัยพื้นฐานและโครงสร้างเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
ตลาดหุ้นมีลุ้นฟื้น น้ำมันอาจย่อตัว รับผลเลือกตั้งกลางเทอม
ส่วนผลต่อตลาดหุ้น และราคาน้ำมัน หากพรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะ นักลงทุนอาจมองว่าความตึงเครียดทางการเมืองและความขัดแย้งระหว่างประเทศมีโอกาสลดลง ส่งผลให้เกิดแรงตอบรับเชิงบวกต่อตลาดหุ้น และอาจทำให้ราคาน้ำมันปรับลดลงได้ในระยะสั้นจากความคาดหวังของตลาด
อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งไม่ได้ทำให้แนวนโยบายต่างประเทศของทรัมป์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับตะวันออกกลาง ซึ่งยังต้องติดตามทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อไป
ส่วนความผันผวนของตลาดเงินหลังการเลือกตั้ง อาจมีให้เห็น แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางค่าเงินในระยะยาว เนื่องจากค่าเงินยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยเศรษฐกิจอื่น ๆ โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจยุโรปและการอ่อนค่าของเงินยูโร
ดังนั้น นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งผลการเลือกตั้งกลางเทอม ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ เงินเฟ้อ และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ เพราะปัจจัยเหล่านี้จะมีส่วนกำหนดทิศทางตลาดเงินและตลาดทุนโลก มากกว่าการพิจารณาผลการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว







