thansettakij
thansettakij
เงินบาทเปิด 33.72 บาท กรุงไทยคาดวันนี้แกว่งกรอบ 33.60–33.85 บาท

เงินบาทเปิด 33.72 บาท กรุงไทยคาดวันนี้แกว่งกรอบ 33.60–33.85 บาท

30 ต.ค. 69 | 03:47 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ต.ค. 69 | 03:47 น.

กรุงไทยชี้เงินบาทเปิด 33.72 บาท แข็งเล็กน้อย คาดแกว่งกรอบ 33.60–33.85 บาท จับตา BOJ-ตะวันออกกลาง เสี่ยงผันผวนสองทาง แนะใช้ Options ป้องกันความเสี่ยง

KEY

POINTS

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 33.72 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากวันก่อนหน้า
  • ธนาคารกรุงไทยคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทในวันนี้จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 33.60–33.85 บาทต่อดอลลาร์
  • การแข็งค่าของเงินบาทได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่ปรับตัวลง แต่ยังคงมีแรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีกว่าคาดและความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai Global Markets ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองต่อค่าเงินบาทเช้านี้ (30 ตุลาคม 2569) ว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.72 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.75 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย (แกว่งตัวในกรอบ 33.69-33.77 บาทต่อดอลลาร์) ตามการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

จากรายงานผลประกอบการของหุ้นธีม AI/Semiconductor โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ที่ออกมาผสมผสาน กดดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแย่กว่าตลาดหุ้นยุโรป ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้างจาก รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวกว่า +3.4% จากไตรมาสก่อนหน้า 

รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้น ตามรายงานข่าวว่า ผู้นำระดับสูงของกองทัพสหรัฐฯ ได้นำเสนอทางเลือกของปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ซึ่งภาพดังกล่าวยังได้ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันได้กดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวลงเข้าใกล้โซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.60-33.85 บาท/ดอลลาร์

ยังมีแรงกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ในส่วนตลาดหุ้นสหรัฐฯ บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงถูกกดดันจากความกังวลต่อรายงานผลประกอบการของหุ้นกุล่ม AI/Semiconductor โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Alphabet -12.6% ที่ออกมาแย่กว่าคาด

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาส 3 ที่ดีกว่าคาด รวมถึง การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare ที่ได้อานิสงส์จากรายงานผลประกอบการของ Eli Lilly +6.6% ที่ออกมาดีกว่าคาด

ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.3% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.3% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ดิ่งลง -1.4% นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของ Intel ที่ออกมาน่าผิดหวังในช่วง After Close สิ่งผลให้ราคาหุ้น Intel ดิ่งลงกว่า -22% อาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มเติม โดยล่าสุดในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย สัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่างปรับตัวลดลงพอควร 

ตลาดหุ้นยุโรปยังมีแรงหนุน

ด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.8% แม้จะเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากความวุ่นวายของสถานการณ์การเมืองฝรั่งเศส ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังคงได้รับอานิสงส์จากมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่แม้อาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในเดือนธันวาคมนี้ แต่ยังคงน้อยกว่าที่ผู้เล่นในตลาดคาดหวัง

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังได้แรงหนุนจากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนโดยรวมที่ทยอยออกมาสดใส และการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของหุ้นธีม AI/Semiconductor อาทิ ASML +1.0%

บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ร่วงสู่โซน 4.92%

สำหรับตลาดบอนด์นั้น บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง สู่โซน 4.92% แม้ว่าจะมีจังหวะปรับตัวขึ้นเหนือโซน 5.00% ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ทว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้หนุนให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง

ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงลงได้จำกัดการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อนึ่ง เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเคลื่อนไหวผันผวนสูงในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้

โดยมองว่า หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง

อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.30%-5.35% (หากกังวลต่อแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว อาจพิจารณาทยอยเข้าลงทุน ทุกๆ การปรับตัวขึ้นราว +25bps ได้ ตั้งแต่โซนเหนือ 5.00%)

โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน) หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps 

ดอลลาร์อ่อนสอดรับบอนด์ยีลด์ 10 ปี

ขณะที่ตลาดค่าเงินนั้น เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่สวนทางกับการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรป

อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ได้ช่วยพยุงเงินดอลลาร์ได้บ้าง ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลง สู่โซน 101.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.8-102.4 จุด)

ทองคำยังถูกดดัน

ส่วนตลาดทองคำ แม้ว่าทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะทยอยปรับตัวลง และช่วยพยุงราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2569) ทว่า ราคาทองคำยังคงถูกกดดันโดยความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นได้ ทำให้ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวแถวโซน 4,020 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเสี่ยงปรับตัวลงเพิ่มเติมได้

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานดัชนีต้นทุนแรงงาน (Employment Cost Index) ในไตรมาส 3 เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED 

ในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจยูโรโซน ในไตรมาส 3 พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) 

ทางฝั่งเอเชียแปซิฟิก ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยเราและบรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างประเมินว่า BOJ อาจ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 1.25% ทว่า BOJ อาจส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม เหมือนในการประชุมก่อนหน้า หลังอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นยังคงเคลื่อนไหวใกล้กับเป้าหมาย 2% ของ BOJ และความเสี่ยงด้านสูงยังคงมีอยู่

ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น การปรับคาดการณ์เศรษฐกิจญี่ปุ่นใหม่ของ BOJ ทั้งในส่วนของอัตราการเติบโตเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ BOJ

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นในระยะสั้น รวมถึง รอติดตามสถานการณ์การเมืองยุโรป อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

"มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options"

ในช่วงระหว่างวัน มองว่าเงินบาทอาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะรับรู้ผลการประชุมของ BOJ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) รวมถึงเงินดอลลาร์และเงินบาทได้

โดยมองว่า หาก BOJ คงดอกเบี้ยตามคาด แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ ตามที่ผู้เล่นในตลาดกำลังคาดหวังอยู่ อาจสร้างแรงกดดันให้ เงินเยนญี่ปุ่นผันผวนอ่อนค่าลงได้บ้าง แต่หาก BOJ คงดอกเบี้ยตามคาด และยังคงย้ำจุดยืนพร้อมทยอยเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย

โดยเฉพาะในการประชุมเดือนธันวาคม ที่ประเมินว่า ภาพดังกล่าวอาจช่วยหนุนให้ เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นบ้าง โดยเฉพาะในจังหวะที่บรรยากาศในตลาดการเงินถูกกดดันจากความกังวลการลงทุนในธีม AI/Semiconductor ขณะที่ หาก BOJ เซอร์ไพรส์ตลาด ด้วยการขึ้นดอกเบี้ย และยังส่งสัญญาณพร้อมทยอยขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม อาจหนุนให้ เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ทดสอบโซน 156 เยนต่อดอลลาร์ หรือแข็งค่ากว่านั้นได้

ทั้งนี้ มองว่าแม้เงินบาทอาจได้แรงหนุนบ้าง ในกรณีที่เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นในระยะสั้น จะเป็นปัจจัยที่คอยกดดันเงินบาท รวมถึงราคาทองคำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ เงินบาทยังคงไม่สามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ชัดเจน จนกว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะมีแนวโน้มคลี่คลายลงชัดเจน

ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด

วางกรอบแนวรับ 33.50 บาท

ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทยังคงมีโซนแนวต้านแถว 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวจะเปิดความเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์

นอกจากนี้ หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ