thansettakij
thansettakij
IMF–World Bank ชี้วิกฤตอาหารโลกซ้ำซ้อน จี้รัฐเร่งช่วยกลุ่มเปราะบาง

IMF–World Bank ชี้วิกฤตอาหารโลกซ้ำซ้อน จี้รัฐเร่งช่วยกลุ่มเปราะบาง

15 ต.ค. 69 | 05:44 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ต.ค. 69 | 05:45 น.

บนเวทีประชุมประจำปี IMF–World Bank 2026 วิกฤตอาหารโลกซ้ำเติมเศรษฐกิจ กระทบประชาชนกว่า 260 ล้านคน จี้รัฐบาลทั่วโลกเลิกอุดหนุนแบบหว่านแห พร้อมเตรียมรับเอลนีโญปี 2570

KEY

POINTS

  • บนเวทีเสวนา IMF และ World Bank ชี้ว่าวิกฤตอาหารโลกเกิดจากปัญหาซ้ำซ้อนหลายด้าน ทั้งความขัดแย้ง สภาพอากาศแปรปรวน และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งส่งผลให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น
  • เรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหาร
  • แนะให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงมาตรการอุดหนุนแบบเหวี่ยงแห แต่ให้ใช้มาตรการช่วยเหลือที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย เช่น การโอนเงินโดยตรง หรือโครงการอาหารโรงเรียน
  • เน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนและเตรียมระบบดิจิทัลล่วงหน้า เช่น ทะเบียนผู้มีรายได้น้อย และระบบชำระเงิน เพื่อให้สามารถส่งมอบความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเมื่อเกิดวิกฤต

วันที่ 15 ตุลาคม 2569 การประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 บนเวทีเสวนา “Food Security in an Age of Shocks” หรือ “ความมั่นคงทางอาหารในยุควิกฤต” เพื่อหารือแนวทางรับมือกับต้นทุนอาหารและค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อค่าครองชีพของประชาชน

ในส่วนรัฐบาลโดยเฉพาะประเทศที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจและพึ่งพาการนำเข้าอาหารเป็นหลัก ได้แลกเปลี่ยนแนวทางช่วยเหลือครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับการรักษาความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว ดังนี้

โลกเผชิญแรงกระแทกครั้งใหญ่ จับตาเอลนีโญปี 2570

“จีฮัด อซูร์” (Jihad Azour) ผู้อำนวยการฝ่ายตะวันออกกลางและเอเชียกลาง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวเปิดเวทีเสวนาว่า ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญวิกฤตและแรงกระแทกซ้ำซ้อนถึง 5 ครั้ง นับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 จนถึงวิกฤตล่าสุด ขณะเดียวกันก็คาดการณ์ว่าในปี 2570 จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ เพิ่มแรงกดดันต่อหลายประเทศในทุกทวีป

โดยวิกฤตและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อกลุ่มประชาชนและประเทศต่างๆ ซึ่งมีคำถามหลัก 3 ประการ ได้แก่ ปัจจัยใดเป็นแรงขับเคลื่อนวิกฤต และมีความเหมือนหรือแตกต่างกันในแต่ละประเทศอย่างไร รัฐบาลจะออกแบบนโยบายเพื่อเข้าถึงและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้อย่างไร และจะทำให้มาตรการฉุกเฉินเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว และไม่กลายเป็นภาระเรื้อรังต่อเสถียรภาพทางการคลังได้อย่างไร

นอกจากนี้ ยังได้ตั้งคำถามเจาะลึกถึงความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาคและการคลัง การบริหารงบประมาณของประเทศที่มีหนี้สูง การรับมือของประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารท่ามกลางความไม่สงบในภูมิภาค ตลอดจนบทเรียนจากพันธมิตรเพื่อการพัฒนา และประเด็นสำคัญเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่อ่อนแอในการบริหารจัดการห่วงโซ่อาหาร โดยเฉพาะประเทศรายได้น้อยและประเทศเปราะบางที่ขาดแคลนคลัง

ราคานำเข้าข้าวพุ่ง 50% จับตาวิกฤตอาหารซ้ำเติมเศรษฐกิจ

“โรดริโก วัลเดส” (Rodrigo Valdés) ผู้อำนวยการฝ่ายการคลัง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า สถานการณ์ราคาอาหารโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เผชิญแรงกดดันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากความขัดแย้ง การชะงักของการค้าและโลจิสติกส์ สภาพอากาศรุนแรง รวมทั้งความผันผวนของราคาพลังงานและปุ๋ย

“ราคาอาหารโลกพุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดตั้งแต่ปลายปี 2565 ประมาณ 20% และนับตั้งแต่มีสงครามในตะวันออกกลาง ราคานำเข้าข้าวก็เพิ่มขึ้น 50% ข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 37% และถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น 21% สภาพอากาศก็ร้อนจัดและการขาดแคลนน้ำ ส่งผลกระทบหนักต่อภูมิภาคแอฟริกาอเมริกากลาง เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

สังเกตได้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นในด้านการเกษตร จะแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ และบางพื้นที่ได้รับความเสียหายรุนแรง ซึ่งผลผลิตรวมของโลกอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ประเด็นที่น่ากังวลกว่าคือ วิกฤตสภาพอากาศ

โรดริโก กล่าวว่า ในเรื่องราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมความไม่มั่นคงทางอาหาร ฉุดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และบั่นทอนฐานะการคลัง โดยความผิดปกติของอุณหภูมิเพียงอย่างเดียวทำให้ GDP ในประเทศที่ได้รับผลกระทบลดลงประมาณ 0.5%

ดังนั้น ความไม่มั่นคงทางอาหารจึงส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 260 ล้านคนทั่วโลก เนื่องจากอาหารเป็นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของครัวเรือน การเพิ่มขึ้นของราคาในระดับท้องถิ่นจึงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและรวดเร็ว

ตลาดอาหารต่างจากน้ำมัน แนะรัฐเตรียมระบบช่วยเหลือก่อนเกิดวิกฤต

นอกจากนี้ ตลาดอาหารยังมีลักษณะแตกต่างจากตลาดน้ำมัน เพราะขึ้นอยู่กับประเภทพืชผล ห่วงโซ่อุปทาน และเงื่อนไขในแต่ละท้องถิ่น วิกฤตราคาอาหารจึงมีรูปแบบไม่สม่ำเสมอ และสถานการณ์มักผ่อนคลายลงหลังผ่านไปประมาณ 1 ปี ตามรอบการเพาะปลูกหรือสภาพอากาศ ไม่ได้ยืดเยื้อในลักษณะเดียวกับวิกฤตน้ำมัน

ประเทศที่มีระบบคุ้มครองทางสังคมเข้มแข็ง อาจสามารถเข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้รวดเร็วกว่า ผ่านการโอนเงินโดยตรง การจัดอาหารในโรงเรียน หรือมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ พร้อมจำกัดต้นทุนทางการคลังได้อย่างเหมาะสม รัฐบาลจึงควรจัดทำระบบระบุกลุ่มเป้าหมาย ทะเบียนผู้มีรายได้น้อย กลไกการชำระเงิน และระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล (Digital IDs) ไว้ล่วงหน้า

“วิกฤตที่เกี่ยวกันเรื่องเหล่านี้นับว่าคาดการณ์ได้ยาก รัฐบาลจึงต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้า พร้อมเสนอให้สร้างแนวทางความร่วมมือระดับภูมิภาค เพิ่มการลงทุนเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าที่สูงเกินไป และนำมิติด้านมนุษยธรรม การย้ายถิ่นฐาน และสภาพภูมิอากาศมาบูรณาการเข้ากับการวิเคราะห์นโยบาย”

วิกฤตอาหารเป็นความเสี่ยงมหภาค-การคลังระดับโลก

“ไนเจล คลาร์ก” (Nigel Clarke) รองกรรมการจัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า ความไม่มั่นคงทางอาหารกลายเป็นความเสี่ยงมหภาค-การคลังระดับโลกที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ไม่เหมือสภัยพิบัติที่เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วสิ้นสุดลง

วิกฤตดังกล่าวเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กระทบผลผลิตทางการเกษตร ไปจนถึงสงครามในตะวันออกกลางและยูเครนที่รบกวนตลาดอาหาร พลังงาน การขนส่งสินค้า และปุ๋ย

ขณะเดียวกัน หลายประเทศกลับมีภูมิคุ้มกันทางการเงินอ่อนแอ มีหนี้สูง ต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แรงกดดันทางการคลังรุนแรงขึ้น และมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด โดยเฉพาะประเทศรายได้น้อยและประเทศเปราะบาง ดังนั้น จึงควรเร่งสร้างระบบช่วยเหลือที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย โดยเสนอแนวทางรับมือวิกฤต 4 ประการ ได้แก่

1. หลีกเลี่ยงมาตรการอุดหนุนแบบหว่านแหและไม่จำกัดเวลา

มาตรการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิง อาหาร หรือการลดภาษีแบบทั่วไป แม้ดำเนินการได้รวดเร็วและเห็นผลชัดเจน แต่มีต้นทุนสูงและยกเลิกได้ยาก อีกทั้งผลประโยชน์ส่วนใหญ่อาจตกอยู่กับประชาชนที่มีรายได้สูง รัฐบาลจึงควรเปลี่ยนไปใช้มาตรการที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย เช่น โครงการอาหารโรงเรียน การโอนเงินโดยตรง หรือการขยายสวัสดิการสังคมเป็นการชั่วคราว

2. ลงทุนในกลไกส่งมอบความช่วยเหลือ

รัฐบาลควรพัฒนาระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล ทะเบียนสังคม ระบบชำระเงินที่เชื่อมโยงกัน และช่องทางช่วยเหลือที่ไม่เป็นทางการแต่ได้รับความไว้วางใจ เพื่อให้สามารถขยายหรือลดขนาดการช่วยเหลือได้ตามสถานการณ์

3. กำหนดวินัยทางการคลังตั้งแต่เริ่มต้น

การออกแบบมาตรการต้องกำหนดวงเงินงบประมาณ เกณฑ์คุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิ และควรมีเงื่อนไขยุติมาตรการให้ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้มาตรการชั่วคราวกลายเป็นภาระถาวรของรัฐบาล

4. สร้างความรับผิดชอบและความโปร่งใส

รัฐบาลต้องสื่อสารอย่างชัดเจน จัดให้มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียน ระบบติดตาม และการตรวจสอบบัญชี เพื่อลดการรั่วไหลและสร้างความเชื่อมั่นจากประชาชน โดยย้ำว่าความไว้วางใจเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าในตัวเอง ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการรับมือเฉพาะหน้าแบบเฉพาะกิจ ไปสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับส่งมอบความช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพและใช้ได้อย่างต่อเนื่อง

“บูร์กินาฟาโซ” ชูผลิตอาหารเอง ลดพึ่งพาการสงเคราะห์

“อบูบาการ์ นากานาโบ” (Aboubakar Nacanabo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การคลัง และการพัฒนา ประเทศบูร์กินาฟาโซ (Burkina Faso) ระบุว่า ความมั่นคงทางอาหารไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเกษตรกรรม แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สังคม การคลัง

“ในบริบทของบูร์กินาฟาโซเผชิญความท้าทายใหญ่ 3 ด้านที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ วิกฤตความมั่นคง วิกฤตสภาพอากาศ และพื้นที่ทางการคลังที่จำกัด รัฐบาลจึงมุ่งจัดเก็บรายได้ภายในประเทศและสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน โดยเปลี่ยนจากการช่วยเหลือแบบสงเคราะห์ต่อเนื่อง ไปสู่การเพิ่มศักยภาพให้ประชาชนผลิตอาหารได้ด้วยตนเอง เช่น การจัดหาระบบชลประทานและปุ๋ย”

ทั้งนี้ การตอบสนองของรัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณที่รองรับวิกฤตอาหารไว้ล่วงหน้า เพื่อสร้างกันชนทางการคลังและเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณา 3 คำถามก่อนตัดสินใจเลือกกลไกช่วยเหลือ ได้แก่

อาหารยังมีจำหน่ายในตลาดแต่ประชาชนไม่สามารถซื้อได้หรือไม่ วิกฤตเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวหรือจะยืดเยื้อ และครัวเรือนหรือพื้นที่ใดมีความเปราะบางมากที่สุด

หากอาหารยังมีจำหน่ายแต่ราคาสูงเกินกำลังซื้อ รัฐบาลควรพิจารณาการโอนเงินสด (cash transfer) หรือคูปองอิเล็กทรอนิกส์ (e-voucher) แต่หากอาหารขาดแคลน ควรใช้คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์หรือการนำเข้าอาหารมาช่วยแก้ปัญหา

สนับสนุนการใช้ทะเบียนสังคมดิจิทัล (digital social register) เพื่อระบุกลุ่มเปราะบางให้ตรงจุด หลีกเลี่ยงการอุดหนุนแบบหว่านแหซึ่งกระทบความยั่งยืนทางการคลังและเพิ่มภาระหนี้สิน

อบูบาการ์ กล่าวว่า ความสำคัญของการสื่อสารและการกำหนดแผนยุติมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาล ต้องนำเสนอทางเลือกอื่นที่น่าเชื่อถือ ส่วนพื้นที่ที่เผชิญความไม่สงบ จำเป็นต้องพึ่งพาการผลิตอาหารในท้องถิ่นและร่วมมือกับชุมชน สถาบันท้องถิ่น และกองทัพ เพื่อขนส่งอาหารไปถึงประชาชน

“จิบูตี” จี้สร้างห่วงโซ่อาหารระดับภูมิภาค

“อิลยาส ดาวาเลห์” (Ilyas Dawaleh) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง ประเทศจิบูตี (Djibouti) อธิบายว่า สำหรับจิบูตีเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีประชากรราว 1.5 ล้านคน ตั้งอยู่ท่ามกลาง “มหาสมุทรแห่งความไร้เสถียรภาพในภูมิภาค” การบริหารประเทศที่ประชาชนต้องอยู่กับความไม่มั่นคงทางอาหารตลอดเวลา คือสิ่งที่รับมือยากที่สุดสำหรับผู้นำ

โดยจิบูตีต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารเกือบทั้งหมด จึงได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน โดยในปี 2555–2556 จิบูตีเคยลงทุนด้านการเกษตรในเอธิโอเปียและซูดาน แต่เมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 และการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในเอธิโอเปีย ห่วงโซ่อุปทานก็ถูกตัดขาด การส่งมอบผักและผลไม้หยุดชะงัก

ขณะที่แผนสำรองในการหันไปพึ่งพาเยเมนก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเยเมนเผชิญวิกฤตเช่นกัน นอกจากนี้ วิกฤตภูมิอากาศยัวก่อให้เกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์และแหล่งน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ผู้อพยพเดินทางเข้าสู่จิบูตี

รัฐบาลต้องรับภาระดูแลทั้งประชากรของตนเองและผู้อพยพ ความไม่สงบในช่องแคบฮอร์มุซและบาบเอลมันเดบยังกระทบการค้ากับประเทศอ่าว ดันราคาน้ำมันสูงขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อความมั่นคงทางอาหารเป็นอย่างมาก

เสนอจับมือประเทศเพื่อนบ้านลดความเปราะบาง

อิลยาส กล่าวว่า จิบูตีลงทุนสร้างแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ คลังสินค้า และไซโลเก็บธัญพืชความจุสูง เพื่อรองรับความต้องการของภูมิภาค พร้อมเสนอให้เกิดการบูรณาการและความร่วมมือระดับภูมิภาค ทั้งแอฟริกาและอ่าวอาหรับ เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าระดับภูมิภาคและส่งเสริมการลงทุนร่วมกัน

ยกตัวอย่างความย้อนแย้งด้านอาหารในภูมิภาค เช่น โซมาเลียมีชายฝั่งยาวและอุดมสมบูรณ์ แต่ยังต้องนำเข้าอาหารทะเล ขณะที่เอธิโอเปียไม่มีทางออกทะเลแต่มีความต้องการบริโภคสูง ส่วนโซมาเลียมีแม่น้ำ 2 สายและที่ดินอุดมสมบูรณ์ แต่ยังต้องนำเข้าผักและผลไม้ เนื่องจากกลุ่มก่อการร้ายอัล-ชาบาบ ยึดพื้นที่เกษตรกรรม

ดังนั้น หากประเทศต่างๆ ไม่ร่วมมือกันแก้ปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารและความไม่สงบ อาจเกิดการเคลื่อนย้ายของผู้อพยพหลายล้านคนไปยังยุโรป ประเทศอ่าว และสหรัฐอเมริกา พร้อมเรียกร้องให้ IMF และธนาคารโลกสนับสนุนการแก้ปัญหาในพื้นที่ โดยไม่มองว่าภูมิภาคนี้เข้ามาขอความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว เพราะภูมิภาคมีทรัพยากรและศักยภาพของตนเอง

เตือนราคาอาหารพุ่งสูง 35% จี้เพิ่มเงินทุนภูมิอากาศ

ด้าน “ราเนีย อัล-มาชัต” (Rania Al-Mashat) รองเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (Under-Secretary-General) และเลขาธิการบริหาร (Executive Secretary) คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียตะวันตก (ESCWA) กล่าวว่า ESCWA มีประเทศสมาชิก 22 ประเทศ โดย 9 ประเทศกำลังเผชิญความขัดแย้งหรือเพิ่งผ่านพ้นความขัดแย้ง ส่งผลให้ภูมิภาคต้องรับมือกับวิกฤตหลายด้านที่ทับซ้อนกัน

ทำให้ปัญหาความมั่นคงทางอาหารไม่ได้จำกัดอยู่ที่การมีอาหารเพียงพอหรือไม่ แต่ยังรวมถึงความสามารถในการซื้ออาหาร โดยราคาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการพุ่งขึ้นสูงถึง 35% ในปี 2568 ขณะที่ราคาดีเซลที่สูงขึ้นยังสร้างแรงกดดันต่อครัวเรือนเพิ่มอีก แม้แต่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางยังได้รับผลกระทบ

“เราต้องมองระบบอาหารเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด หากส่วนใดส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เกิดการชะงัก ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบโดยรวม โดยอาหารมีสัดส่วนถึง 35–40% ของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในหลายประเทศ ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มแรงกดดันต่องบประมาณสวัสดิการอย่างหนัก และหากราคาอาหารเพิ่มขึ้น 20% คาดว่าจะมีประชาชนเกือบ 5 ล้านคนตกอยู่ในภาวะไม่มั่นคงทางอาหาร”

ราเนีย กล่าวว่า อยากเรียกร้องให้เพิ่มเงินทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate finance) สำหรับระบบอาหารและการปรับตัว เพราะปัจจุบันเงินทุนในแต่ละภูมิภาคมีสัดส่วนน้อยกว่า 14% ตามข้อตกลงสัญญา และยังอยากนำเสนอข้อริเริ่ม RICAR ของ ESCWA ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและทรัพยากรน้ำ ตลอดจนนวัตกรรมทางการเงิน เช่น การแลกเปลี่ยนหนี้เพื่อดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศและระบบอาหาร

พร้อมกันนี้ ยังเสนอแนวทาง 3 Cs ได้แก่ Connectivity หรือการเชื่อมโยง Capability หรือการพัฒนาขีดความสามารถ และ Convergence หรือการบรรจบและประสานแนวทางดำเนินงาน เพื่อสร้างแนวทางแก้ไขปัญหาระดับภูมิภาคและสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการ

“โซมาเลีย” ชูเงินสดผ่านมือถือ รับมือภัยแล้ง 6 ล้านคน

“บีฮี เอเกห์” (Bihi Egeh) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโซมาเลีย (Somalia) กล่าวว่า สำหรับความท้าทายร้ายแรงที่สุดของโซมาเลียไม่ใช่วิกฤตใดวิกฤตหนึ่ง แต่เป็นวิกฤตที่เกิดซ้ำซ้อนและทับซ้อนกัน (overlapping/compounded shocks) ทั้งภัยแล้งหลายฤดูกาล น้ำท่วมซ้ำซาก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่สงบ การพึ่งพาการนำเข้า และการลดลงของความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา

โดยโซมาเลียนำเข้าอาหารถึง 75% ของการบริโภคทั้งหมด ทำให้การชะงักของห่วงโซ่อุปทานและวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลต่อราคาอาหาร เชื้อเพลิง และค่าครองชีพอย่างรวดเร็ว และลำดับวิกฤตที่ประเทศเผชิญประกอบด้วย ภัยแล้งหลายฤดูกาลในปี 2566 น้ำท่วมจากเอลนีโญในปี 2567 การลดความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA cut) ในปี 2568 และผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางร่วมกับเอลนีโญระลอกใหม่ในปี 2569

ดังนั้น ในปี 2569 เมื่อภัยแล้งรุนแรงส่งผลกระทบต่อประชาชน 6 ล้านคน โซมาเลียจึงได้จัดทำแผนเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า ทั้งกำหนดตัวชี้วัดสำหรับกระตุ้นการดำเนินมาตรการและกลไกงบประมาณฉุกเฉิน ซึ่งโซมาเลียลงทุนในระบบทะเบียนสังคมถาวรแบบดิจิทัล เชื่อมโยงกับระบบชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Money) ที่ประชาชนเกือบ 90% ใช้งานอยู่

ทำให้รัฐบาลสามารถให้ความช่วยเหลือเป็นเงินสด ผ่านระบบมือถือได้อย่างประหยัดและคุ้มค่า อีกทั้งยังส่งเงินถึงประชาชนในพื้นที่ขัดแย้ง ซึ่งการขนส่งอาหารในรูปสิ่งของเข้าไม่ถึงทำได้ยาก

อย่างไรก็ตาม ในบริบทของโซมาเลีย การอุดหนุนแบบหว่านแห (Universal subsidies) ไม่คุ้มค่ากับต้นทุนทางการคลัง และไม่เหมาะกับประเทศที่เปราะบางและเผชิญความขัดแย้ง ขณะที่การช่วยเหลือเป็นเงินสดผ่านระบบดิจิทัล ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับการส่งมอบความช่วยเหลือ