
ย้อน 35 ปี ไทยเจ้าภาพ IMF–World Bank จากเสือเศรษฐกิจสู่โจทย์โตยุค AI
ย้อน 35 ปี ไทยเจ้าภาพ IMF–World Bank จากยุคเศรษฐกิจรุ่งเรืองปี 2534 สู่ปี 2569 ที่เติบโตช้า บทเรียนจากเสือเศรษฐกิจ: ไทยเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรม ก่อนเผชิญวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 แม้ระบบการเงินแข็งแกร่งขึ้น แต่เศรษฐกิจกลับขยายตัวเพียง 2–3% ในช่วงหลังโควิด โจทย์เปลี่ยนผ่านครั้งใหม่เร่งเพิ่มผลิตภาพ พัฒนาทักษะแรงงาน และรับโอกาสจาก AI
KEY
POINTS
- 35 ปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน: เศรษฐกิจไทยขยายตัวประมาณ 3 เท่า รายได้ต่อหัวเพิ่มจากต่ำกว่า 1,800 ดอลลาร์ เป็นราว 8,000 ดอลลาร์ แต่ปัจจุบันเผชิญการเติบโตต่ำและสังคมสูงวัย
- บทเรียนจากเสือเศรษฐกิจ: ไทยเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรม ก่อนเผชิญวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 แม้ระบบการเงินแข็งแกร่งขึ้น แต่เศรษฐกิจกลับขยายตัวเพียง 2–3% ในช่วงหลังโควิด
- โจทย์เปลี่ยนผ่านครั้งใหม่: ดร.เอกนิติชูเอกชนนำลงทุน ธปท.ห่วงเศรษฐกิจโตต่ำและหนี้ SMEs ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์และ IMF เสนอให้เร่งเพิ่มผลิตภาพ พัฒนาทักษะแรงงาน และรับโอกาสจาก AI
เมื่อปี 2534 ประเทศไทยได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จากประเทศที่พึ่งพาเกษตรกรรมเป็นหลัก สู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมสำคัญของภูมิภาค โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนต่างชาติ การส่งออก และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จนไทยได้รับการจับตามองในฐานะหนึ่งในเสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย
ผ่านไป 35 ปี ประเทศไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในปี 2569 แต่บริบทเศรษฐกิจแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง จากประเทศที่เคยเติบโตในระดับสูงเกือบ 10% กลับเผชิญการขยายตัวเพียงประมาณ 2% ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือน สังคมสูงวัย ผลิตภาพแรงงานที่เติบโตช้า และการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่
วันที่ 13 ตุลาคม 2569 IMF จึงจัดเวที Thailand Special Seminar: Bangkok 1991–2026: Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อย้อนบทเรียนเศรษฐกิจไทยตลอด 35 ปี และหารือแนวทางสร้างการเติบโตรอบใหม่ โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย ภาคธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ และ IMF
IMF ย้อน 35 ปี เศรษฐกิจไทยใหญ่ขึ้น 3 เท่า
Kenji Okamura รองกรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวเปิดการเสวนาว่า ตลอด 35 ปีนับตั้งแต่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank ในปี 2534 เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยมีขนาดเศรษฐกิจขยายตัวประมาณ 3 เท่า รายได้ต่อหัวเพิ่มจากต่ำกว่า 1,800 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นประมาณ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่อัตราความยากจนลดลงจากมากกว่า 50% เหลือต่ำกว่า 5% พร้อมเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การผลิตที่มีมูลค่าสูง การค้า และการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่มีเพียงไม่กี่ประเทศสามารถทำได้ภายในช่วงชีวิตของคนเพียงหนึ่งรุ่น
ความสำเร็จดังกล่าวตั้งอยู่บน 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การสร้างสถาบันที่เข้มแข็งและกรอบวินัยทางการเงินที่น่าเชื่อถือ ,การเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและความร่วมมือกับต่างประเทศ ซึ่งช่วยดึงดูดการลงทุนและสร้างโอกาสทางการค้า และการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์เพื่อขยายโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในอดีตไม่ได้รับประกันอนาคต เนื่องจากไทยยังเผชิญความผันผวนของเศรษฐกิจโลก หนี้ครัวเรือนสูง ความท้าทายเชิงโครงสร้าง และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงจำเป็นต้องรักษาความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างแหล่งการเติบโตใหม่ โดยเฉพาะ AI และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี ตลอดจนขยายโอกาสเข้าถึงการศึกษาและพัฒนาทักษะประชาชน เพื่อให้การเติบโตในระยะต่อไปมีความยั่งยืนและทั่วถึง
เอกนิติย้อนยุคเสือเศรษฐกิจ ชูเอกชนเป็นกองหน้ารอบใหม่
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยก่อนการเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank ในปี 2534 เกิดจากการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรม โดยได้รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และอัตราแลกเปลี่ยนที่กระตุ้นให้บริษัทญี่ปุ่นเข้ามาลงทุน ส่งผลให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาทักษะแรงงาน และยกระดับรายได้ประชาชน
อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วเกือบ 10% ทำให้ไทยเกิดความเชื่อมั่นมากเกินไปและกู้ยืมเงินจำนวนมหาศาล โดยละเลยเสถียรภาพทางการเงิน ก่อนนำไปสู่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญของประเทศ
สำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ ไทยต้องเผชิญการแข่งขันในโลกหลายขั้วอำนาจและปัญหาสังคมสูงวัย จึงจำเป็นต้องดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ระลอกใหม่ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมและพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะ SMEs ที่ต้องได้รับโอกาสเข้าร่วมการเติบโต เปรียบเสมือนรถไฟความเร็วสูงที่กำลังเข้าสู่ประเทศไทย
แต่ในขณะเดียวกันยังมีผู้ประกอบการจำนวนจำกัดที่พร้อมขึ้นขบวน ภาครัฐจึงต้องเร่งพัฒนาทักษะผ่านโครงการ Skill Bridge เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจ เปิดรับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ และปรับปรุงกระบวนการออกใบอนุญาตทำงานให้สะดวกขึ้น
ดร.เอกนิติ ระบุว่า รัฐบาลจะใช้กลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ให้ภาคเอกชนเป็น “กองหน้า” คัดเลือกอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและกำหนดทิศทางการลงทุน ขณะที่ภาครัฐเป็น “กองกลาง” สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย และปลดล็อกกฎระเบียบล้าหลัง
ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจ การเงิน และการคลังเป็น “กองหลัง” ที่ต้องรักษาความแข็งแกร่ง เพื่อไม่ให้การเติบโตรอบใหม่ซ้ำรอยวิกฤตในอดีต พร้อมอ้างถึงการปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยจาก Negative เป็น Stable ว่าสะท้อนความสำคัญของการรักษาวินัยทางการเงินและการคลัง
35 ปีไทยสร้างเสถียรภาพสำเร็จ แต่เศรษฐกิจยังโตต่ำ
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยปฏิรูประบบการเงิน วางกรอบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น และสร้างเงินสำรองหรือกันชนรองรับความเสี่ยง จนระบบการเงินไทยมีความแข็งแกร่งและได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ไทยประสบความสำเร็จในการรักษาเสถียรภาพ แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง จากระดับประมาณ 7% เหลือ 5% และ 3.5% ก่อนที่หลังการระบาดของโควิด-19 จะขยายตัวเพียงราว 2–3%
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเป็นอุปสรรคสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ปัญหาทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย และภาระหนี้ที่สะสมในระบบเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่อ้างถึงบนเวทีระบุว่า SMEs กลุ่มศักยภาพสูงประมาณ 30% มีเพียง 21% ที่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ สะท้อนว่าธุรกิจที่มีศักยภาพยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน ขณะเดียวกันยังมีความเปราะบางจากการค้างชำระหนี้ต่อเนื่องหลายไตรมาส แม้บางตัวชี้วัดเริ่มปรับลดลง แต่หนี้ภาคธุรกิจยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม
นายวิทัย ย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง โดยนโยบายการเงินต้องรักษาเสถียรภาพด้านราคาและระบบการเงิน ขณะที่นโยบายการคลังควรมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและสนับสนุนการปฏิรูปโครงสร้าง พร้อมรักษาพื้นที่ทางการคลังเพื่อรองรับวิกฤตในอนาคต
ทั้งนี้ การช่วยเหลือ SMEs ทุกแห่งด้วยมาตรการเดียวกันอาจไม่สามารถทำได้ แต่ควรมุ่งยกระดับกิจการที่มีศักยภาพ พร้อมนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพแรงงานและภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยท่ามกลางสังคมสูงวัย
ย้อน 4 เสาหลักเศรษฐกิจไทย จี้แก้ SMEs ซอมบี้
ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานมูลนิธิสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และพลังงาน กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาเติบโตจาก 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การเปิดเสรีทางการค้า การเปิดเสรีทางการเงิน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการขยายระบบสวัสดิการสังคม
การเปิดเสรีทางการค้าตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 ภายใต้ความร่วมมือกับธนาคารโลก รวมถึงการเชื่อมโยงกับอาเซียน เอเปค และองค์การการค้าโลก (WTO) ช่วยให้มูลค่าการส่งออกไทยเพิ่มจากประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นราว 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่การเปิดเสรีทางการเงินและการจัดตั้งสำนักงาน ก.ล.ต. ในปี 2535 ช่วยพัฒนาตลาดทุน แต่การกู้ยืมเงินต่างประเทศโดยขาดการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมกลับสร้างความเปราะบางจนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน การลงทุนด้านโทรคมนาคม ระบบขนส่ง พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานช่วยยกระดับภาคการผลิต ส่วนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าช่วยขยายโอกาสเข้าถึงบริการสาธารณสุขและพัฒนาบุคลากร
อย่างไรก็ตาม แม้ไทยมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมากเมื่อเทียบกับปี 2534 แต่ความรู้สึกของประชาชนต่ออนาคตเศรษฐกิจกลับไม่สดใสเช่นเดิม จึงจำเป็นต้องมองหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียง AI แต่รวมถึง Web3 การเงินดิจิทัล การผลิต และพลังงาน โดยต้องเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับการพัฒนาทักษะแรงงาน
ดร.ณรงค์ชัย เห็นว่า ไทยยังมีจุดแข็งในอุตสาหกรรมที่ธนาคารโลกเสนอให้เร่งพัฒนา โดยเฉพาะการผลิต อาหาร เกษตรกรรม และ Wellness แต่ต้องแก้ปัญหาผลิตภาพต่ำ โดยเฉพาะ SMEs ที่ขาดประสิทธิภาพและกิจการซอมบี้ที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีศักยภาพ
พร้อมเสนอให้รัฐบาลผ่อนคลายข้อจำกัดด้านแรงงาน เปิดรับแรงงานต่างชาติที่มีทักษะสูง และกระจายการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตออกสู่ต่างจังหวัด โดยเพิ่มอำนาจและความคล่องตัวให้พื้นที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจตามศักยภาพของตนเอง
เตือนไทยเสียโอกาส FDI จี้ปฏิรูปสถาบัน-นโยบายให้ต่อเนื่อง
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ กล่าวว่า บทเรียนสำคัญของประเทศไทยมี 3 ประการ ได้แก่ การบูรณาการกับเศรษฐกิจโลก ความสามารถในการปรับตัว และการยกระดับศักยภาพเชิงสถาบัน
อาเซียนเป็นตัวอย่างของภูมิภาคที่ใช้ความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แม้โลกกำลังเผชิญความแตกแยกและความผันผวน โดยอ้างข้อมูลการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอาเซียนประมาณ 243,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 15% ของการลงทุนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ไทยยังได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลกไม่เต็มที่ เนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ขณะที่มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนามสามารถคว้าโอกาสการลงทุนใหม่ได้รวดเร็วกว่า
สำหรับการปรับตัวทางเศรษฐกิจ ไทยไม่สามารถพึ่งพาการผลิตสินค้าแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องเพิ่มมูลค่าให้ทั้งภาคอุตสาหกรรมและบริการ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านฐานการผลิตยานยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปภายในสู่รถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ AI และดิจิทัล พร้อมเตรียมแรงงานและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยี เงินทุน และตลาดขนาดใหญ่ขึ้น
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวยังเป็นโอกาสสร้างงาน โดยอ้างการศึกษาของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่ประเมินศักยภาพการสร้างงานในภูมิภาคได้ถึง 30 ล้านตำแหน่งภายในปี 2573
ดร.สุทธิพันธ์ ย้ำว่า โอกาสเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อประเทศมีสถาบันที่เข้มแข็ง ธรรมาภิบาลที่ดี และความต่อเนื่องของนโยบาย โดยปัญหาสำคัญของไทยคือความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ส่งผลให้แผนปฏิรูปเศรษฐกิจจำนวนมากไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีแนวทางพัฒนาที่ดี แต่หากขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบาย ก็ยากที่จะสร้างผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
IMF ชี้เอเชียขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก 68% ย้ำพัฒนาทักษะ AI
Krishna Srinivasan ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก IMF กล่าวว่า ในช่วงประมาณ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจเอเชียมีบทบาทต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่มีส่วนสร้างการเติบโตประมาณหนึ่งในสามของโลก มาอยู่ที่ราว 68% ในปัจจุบัน
สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างจากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรมและบริการ รวมถึงรายได้ต่อหัวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเอเชียกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคทำให้เห็นความสำคัญของการประเมินความเสี่ยงเชิงระบบ การกำกับดูแลสถาบันการเงิน และการบริหารความผันผวนของกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ โดยการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในยุคใหม่ไม่สามารถอาศัยเพียงเสถียรภาพราคาและความมั่นคงของสถาบันการเงิน แต่ต้องให้ความสำคัญกับวินัยทางการคลัง ความน่าเชื่อถือของนโยบาย และความพร้อมของแรงงานด้วย
สำหรับ AI นาย Srinivasan เห็นว่า เทคโนโลยีดังกล่าวไม่ได้มีเพียงความเสี่ยงต่อการทดแทนแรงงาน แต่ยังสร้างโอกาสการจ้างงานใหม่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ประเทศต่าง ๆ จึงต้องลงทุนพัฒนาทักษะแรงงานอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถปรับตัวและได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างทั่วถึง






