thansettakij
thansettakij
ค่าเงินบาทวันนี้(2 ต.ค.69) เงินบาทเปิด 33.66 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวจากวันก่อน

ค่าเงินบาทวันนี้(2 ต.ค.69) เงินบาทเปิด 33.66 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวจากวันก่อน

02 ต.ค. 69 | 03:07 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ต.ค. 69 | 03:07 น.

เงินบาทเปิด 33.66 บาทต่อดอลลาร์ จับตาตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยให้กรอบ 33.60-33.80 บาท ขณะที่กรุงไทยมอง 33.55-33.85 บาท

KEY

POINTS

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 2 ต.ค. 69 ที่ระดับ 33.66 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวจากระดับปิดของวันก่อนหน้า
  • สถาบันการเงินคาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ประมาณ 33.55-33.85 บาทต่อดอลลาร์
  • เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าจากปัจจัยต่างประเทศ เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และการแข็งค่าของเงินดอลลาร์
  • ตลาดยังคงจับตาข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อค่าเงินบาท

เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ที่ระดับ 33.66 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวจากวันก่อนหน้า ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินกรอบวันนี้ 33.60-33.80 บาท ด้าน Krungthai GLOBAL MARKETS มองกรอบ 24 ชั่วโมงที่ 33.55-33.85 บาท โดยตลาดยังจับตาความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน ทิศทางดอกเบี้ยเฟด และตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่า เงินบาทอยู่ที่ประมาณ 33.66-33.68 บาทต่อดอลลาร์ ณ เวลา 08.55 น. เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.67 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่เงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคยังเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ท่ามกลางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ปัจจัยสำคัญที่ตลาดเงินติดตามคือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ระบุว่าอาจโจมตีอิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ประกอบกับมีรายงานว่าสหรัฐฯ เพิ่มกำลังทหาร 1 หมื่นนายไปยังตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์กลับมายืนเหนือระดับ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเช้า ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อสกุลเงินของประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิ รวมถึงเงินบาท

ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์ยังได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ลดลง 1,000 ราย เหลือ 197,000 ราย ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ 200,000 ราย ขณะที่ PMI ภาคการผลิตเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 55.9 จุด สูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 ซึ่งเป็นปัจจัยที่หนุนมุมมองต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า

กสิกรไทยให้กรอบเงินบาท 33.60-33.80 บาท

สำหรับทิศทางเงินบาทในวันนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวเบื้องต้นที่ 33.60-33.80 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ฟันด์โฟลว์ต่างชาติ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนกันยายนของยูโรโซน รวมถึงข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานเดือนกันยายนของสหรัฐฯ

ด้านนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.66 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า โดยในช่วงคืนที่ผ่านมาเงินบาทเคลื่อนไหวแบบ Sideways ในกรอบ 33.61-33.72 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

ตลาดรอข้อมูลแรงงานสหรัฐฯ จับตาทิศทางเฟด

Krungthai GLOBAL MARKETS ระบุว่า แม้เงินบาทและราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากการทยอยปรับลดโอกาสที่เฟดจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะในการประชุมเดือนตุลาคม หลังดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตเดือนกันยายนปรับตัวลงเล็กน้อยสู่ 54.5 จุดและต่ำกว่าคาด รวมถึงเจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่ไม่ได้ส่งสัญญาณเร่งรีบขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง แต่ยังมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยมีความจำเป็นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางยังเป็นแรงหนุนเงินดอลลาร์และราคาน้ำมัน ขณะที่ตลาดยังรอข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย ทำให้เงินบาทมีโอกาสเคลื่อนไหวผันผวน โดย Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงที่ 33.55-33.85 บาทต่อดอลลาร์

หุ้น-บอนด์โลกผันผวน ราคาทองแกว่งแถว 4,200 ดอลลาร์

ในตลาดต่างประเทศ ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่ได้เร่งเปิดรับความเสี่ยง แม้ข้อมูลเศรษฐกิจและถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดจะช่วยลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย โดย Dow Jones เพิ่มขึ้น 0.04% S&P500 เพิ่มขึ้น 0.2% และ Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 0.04% ขณะที่ดัชนี STOXX600 ของยุโรปลดลงกว่า 1.3% จากแรงกดดันของราคาพลังงาน รวมถึงแรงขายหุ้นกลุ่มธนาคาร การเงิน และสินค้าแบรนด์เนม

ด้านตลาดบอนด์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เคลื่อนไหวในกรอบ 5.20-5.35% โดยแรงกดดันจากราคาพลังงานยังเป็นปัจจัยที่ชะลอการปรับลดลงของบอนด์ยีลด์ ส่วนราคาทองคำสัญญา COMEX ส่งมอบเดือนธันวาคม 2026 แกว่งตัวบริเวณ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยได้แรงพยุงจากการลดลงของโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์

24 ชั่วโมงข้างหน้าจับตา Nonfarm Payrolls-เงินเฟ้อยุโรป

สำหรับปัจจัยสำคัญในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ตลาดจะให้น้ำหนักกับข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ เดือนกันยายน ทั้งยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน และการเติบโตของค่าจ้าง รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงิน โดยข้อมูลดังกล่าวอาจส่งผลต่อการปรับสถานะการถือครองเงินดอลลาร์ ทองคำ และเงินบาท

ขณะเดียวกัน ตลาดยุโรปจะติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนกันยายนของยูโรโซน ซึ่งอาจมีผลต่อมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมถึงผลสำรวจ Decision Maker Panel ของธนาคารกลางอังกฤษ ขณะที่พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่นยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

กรุงไทยมองเงินบาทเสี่ยง Two-way risk

Krungthai GLOBAL MARKETS มองเงินบาทระยะสั้นมีความเสี่ยงแบบ Two-way risk ขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของเฟดและพัฒนาการในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยแนะนำให้ผู้เล่นในตลาดใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options

ในช่วงระหว่างวัน สกุลเงินเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิอย่างไทย ยังมีโอกาสเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะที่การลดลงของโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ยอาจช่วยชะลอแรงกดดันต่อเงินบาทได้บางส่วน เช่นเดียวกับการรีบาวด์ของราคาทองคำ แต่หากราคาทองคำปรับตัวลงเพิ่มเติม อาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาทได้

ทั้งนี้ หากข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด และการเติบโตของค่าจ้างเร่งตัวขึ้น อาจทำให้ตลาดเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำและเงินบาท และทำให้เงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบแนวต้านที่ 33.85 บาทต่อดอลลาร์

ขณะที่ในระยะกลางถึงยาว Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงมองว่าเฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในเดือนธันวาคม ก่อนคงดอกเบี้ยถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027

ด้านเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทกลับเข้าสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งในกรอบรายวันและรายสัปดาห์ โดยจะเปลี่ยนกลับมาเป็นแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเงินบาทสามารถทะลุโซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ในกรอบรายวัน และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ในกรอบรายสัปดาห์