
XO ตั้งเป้ารายได้ปี 70 โต 5–10% มาร์จิ้นเกิน 40% ปักธงซอสศรีราชาเบอร์ 1 โลก
XO มั่นใจรายได้ปี 69 โตไม่ต่ำกว่า 10% แม้ตัดสต๊อกพริก 70–80 ล้านบาท ตั้งเป้าปี 70 โตต่อ 5–10% พร้อมลงทุนโรงงานใหม่ 1,300 ล้านบาท เพิ่มกำลังผลิตและปูทางสู่เป้ารายได้ 4,000 ล้านบาท
KEY
POINTS
- ตั้งเป้ารายได้ปี 2570 เติบโต 5-10% และรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ให้สูงกว่า 40% โดยได้รับแรงหนุนจากตลาดส่งออกที่แข็งแกร่ง
- ตั้งเป้าขึ้นเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายซอสพริกศรีราชาอันดับ 1 ของโลก จากปัจจุบันที่อยู่ในอันดับ 2 และมีส่วนแบ่งตลาดโลก 7.9%
- ลงทุน 1,300 ล้านบาท สร้างโรงงานแห่งใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรองรับยอดขายในอนาคต พร้อมขยายจุดจำหน่ายในยุโรปซึ่งเป็นตลาดหลัก
XO วางเป้ารายได้ปี 2570 เติบโต 5–10% พร้อมรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้สูงกว่า 40% รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อและตลาดส่งออกที่ยังแข็งแกร่ง ขณะที่ปี 2569 ยังคงเป้ารายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% แตะราว 2,400 ล้านบาท แม้รับรู้ผลกระทบจากการตัดจำหน่ายสต๊อกพริก 70–80 ล้านบาท
นายจิตติพร จันทรัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2570 เติบโตประมาณ 5–10% จากปีนี้ โดยมีทิศทางคำสั่งซื้อและโมเมนตัมตลาดส่งออกเป็นปัจจัยสนับสนุน พร้อมตั้งเป้ารักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้มากกว่า 40%
ขณะที่ในปี 2569 บริษัทยังคงมั่นใจว่ารายได้รวมจะเติบโตไม่น้อยกว่า 10% จากปีก่อนที่มีรายได้ประมาณ 2,150 ล้านบาท หรืออยู่ที่ราว 2,400 ล้านบาท โดยครึ่งแรกของปีมีรายได้ประมาณ 1,100 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีหลังคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตประมาณ 10% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก
โดยในช่วงไตรมาส 3/2569 บริษัทคาดรายได้เติบโตไม่น้อยกว่า 15% จากไตรมาสก่อนหน้า และไตรมาส 4/2569 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ตามคำสั่งซื้อที่ฟื้นตัวจากลูกค้าหลักในยุโรป ปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะช่วยให้กำไรสุทธิปีนี้สูงกว่าปี 2568 แม้บริษัทมีค่าใช้จ่ายจากการตัดจำหน่ายสต๊อกพริกประมาณ 70–80 ล้านบาท โดยครึ่งแรกของปีมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 42% และยังตั้งเป้าทั้งปีไว้ประมาณ 40%
ยุโรปยังเป็นตลาดหลัก เร่งเพิ่มจุดขายในเยอรมนี
ปัจจุบันยุโรปเป็นตลาดหลักของ XO คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 82% ของยอดขาย รองลงมาคือเอเชีย 7% อเมริกาใต้ 3% โอเชียเนีย 2% อเมริกาเหนือ 1% และแอฟริกา 1%
บริษัทครองตำแหน่งแบรนด์อันดับ 1 ในเยอรมนี โดยวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ประมาณ 5,000–6,000 สาขา จากทั้งหมดราว 11,000 สาขา และตั้งเป้าขยายจุดจำหน่ายเป็น 8,000 สาขา พร้อมเพิ่มจำนวนสินค้า (SKU) ต่อสาขา
ขณะเดียวกัน XO มีแผนขยายตลาดในยุโรปตะวันออก ยุโรปเหนือ และตะวันออกกลาง รวมถึงฟื้นการเติบโตในสหราชอาณาจักร โดยใช้งบการตลาดประมาณ 5% ของยอดขาย และเดินหน้าสร้างการรับรู้แบรนด์ในต่างประเทศ เช่น การเปิด Pop-Up Store ในย่านโซโห กรุงลอนดอน เป็นเวลา 10 วัน
"บริษัทวางตำแหน่งสินค้าในยุโรปเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม ซอส XO มีราคาขายบนชั้นวางเฉลี่ยขวดละ 4.5–4.7 ยูโร สูงกว่าคู่แข่งซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2 ยูโร แต่บริษัทยังรักษาการเติบโตของยอดขายได้
ตลาดซอสศรีราชาโตต่อเนื่อง XO ครองส่วนแบ่งโลก 7.9%"
ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่าตลาดซอสร้อน หรือ Hot Sauce ทั่วโลกยังมีแนวโน้มเติบโต โดยมีมูลค่าประมาณ 120,000 ล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 200,000 ล้านบาทในปี 2575 คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยราว 7.7–7.8% ต่อปี
ส่วนตลาดซอสศรีราชาทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 19,300 ล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโตเกิน 30,000 ล้านบาทในปี 2575 ขณะที่ซอสศรีราชาของ XO มีส่วนแบ่งตลาดโลก 7.9% หรือคิดเป็นยอดขายประมาณ 8 ขวดต่อซอสศรีราชาทุก 100 ขวดที่จำหน่ายทั่วโลก
เมื่อเทียบการเติบโตระหว่างปี 2557–2568 ตลาด Hot Sauce ทั่วโลกเติบโตเฉลี่ยประมาณ 6.5% ต่อปี ขณะที่ยอดขายซอสรวมของ XO เติบโตเฉลี่ย 14.6% ต่อปี ส่วนตลาดซอสศรีราชาโลกเติบโตเฉลี่ย 7.5% ต่อปี เทียบกับยอดขายซอสศรีราชาของ XO ที่เติบโตเฉลี่ยถึง 20% ต่อปี
สำหรับตลาดส่งออกซอสของไทย มีมูลค่าประมาณ 24,000 ล้านบาทในปี 2567 ก่อนลดลงเป็น 22,400 ล้านบาทในปี 2568 ส่วนครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่าประมาณ 11,400 ล้านบาท โดยส่วนแบ่งตลาดส่งออกซอสไทยของ XO เพิ่มเป็น 8.6% จาก 8.5% ในปี 2568
ล็อกราคาวัตถุดิบ คุมความเสี่ยงต้นทุนและค่าเงิน
ในด้านต้นทุนนั้น บริษัททำสัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าเพื่อบริหารความเสี่ยง โดยราคาพริกสำหรับปี 2570 มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากปีนี้ หลังปรับขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่วนราคาน้ำตาลในครึ่งหลังปี 2569 สูงกว่าครึ่งปีแรกประมาณ 15% แต่บริษัทยังคาดว่าจะบริหารต้นทุนได้ ขณะที่ได้ล็อกราคากระเทียมล่วงหน้าไปถึงกลางปี 2570 แล้ว
สำหรับบรรจุภัณฑ์ PET ซัพพลายเออร์ปรับขึ้นราคาตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 แต่บริษัทสามารถจัดการผลกระทบได้ ส่วนความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนยังจำกัด เนื่องจากยอดขาย 74% อยู่ในรูปเงินบาท 21% เป็นดอลลาร์สหรัฐ และ 5% เป็นยูโร
ขณะที่ผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ นั้น มองว่ามีค่อนข้างจำกัดสำหรับบริษัท เนื่องจากยอดขายในตลาดสหรัฐฯ มีสัดส่วนไม่ถึง 0.5% ของยอดขายรวม ส่วนการขนส่งสินค้าไปยุโรปผ่านเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งใช้เวลาประมาณ 5–6 สัปดาห์ เป็นแนวทางที่ลูกค้ารับทราบและปรับตัวไว้แล้ว
นอกจากนี้ โรงงานที่อมตะ จังหวัดระยอง ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม เนื่องจากตั้งอยู่สูงกว่าระดับถนนหลักกว่า 20 เมตร และการขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือเพื่อส่งออกยังดำเนินการได้ตามปกติ
ลงทุนโรงงานโรจนะ 1,300 ล้านบาท เพิ่มกำลังผลิตรองรับยอดขาย
ในขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างเริ่มก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่โรจนะ ใช้งบลงทุนประมาณ 1,300 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้จากสถาบันการเงิน 70% และเงินสดของบริษัท 30% คาดก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาส 2/2571 และเริ่มส่งออกเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 3/2571
"เมื่อโรงงานใหม่แล้วเสร็จ บริษัทจะปรับโครงสร้างการผลิตให้เหลือ 2 แห่ง ได้แก่ โรงงานอมตะและโรงงานโรจนะ โดยโรงงานเดิมที่แหลมฉบังจะยกเลิกและรื้อถอนเครื่องจักรทั้งหมด การลงทุนครั้งนี้จะเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิมประมาณ 35,000 หน่วย/ตัน เป็น 43,900 หน่วย/ตัน รองรับยอดขายส่งออกได้ประมาณ 4,200 ล้านบาทต่อปี และหากเพิ่มการทำงานเป็น 2 กะ จะรองรับยอดขายได้มากกว่า 8,000 ล้านบาทต่อปี"
โรงงานใหม่จะมี 4 สายการผลิต ได้แก่ ซอสศรีราชามายองเนส ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าหลักของบริษัท มีกำลังการผลิต 220 ขวดต่อนาที สายผลิตขวด PET สำหรับซอสรสชาติอื่น สายผลิตซอสขวดแก้วสำหรับดีไซน์ขวดใหม่ของแบรนด์ Exotic Food และสายผลิตเครื่องแกง นอกจากนี้บริษัทจะยกเลิกกลุ่มสินค้า Easy Meal ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายไม่ถึง 1% เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้ระยะแรกที่ 3,000 ล้านบาท ก่อนขยายสู่ 4,000 ล้านบาทในอนาคต ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายซอสพริกศรีราชารายใหญ่อันดับ 2 ของโลก และตั้งเป้าขึ้นเป็นอันดับ 1 เมื่อยอดขายเติบโตเกิน 4,000 ล้านบาท โดยอาศัยการขยายตลาดต่างประเทศ การสร้างแบรนด์ระดับพรีเมียม และกำลังผลิตจากโรงงานใหม่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ.







