
“วิทัย” ชูระบบการเงินปลอดภัย ดึงลงทุน-สร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย
“วิทัย” เร่งยกระดับเกราะการเงินไทย หลังภัยดิจิทัลสร้างความเสียหายกว่า 4 หมื่นล้านบาท ผนึกผู้ให้บริการกว่า 2,000 แห่ง ปิดเส้นทางเงินผิดกฎหมาย-คอร์รัปชัน
KEY
POINTS
- ธปท. ชูระบบการเงินที่ปลอดภัยเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทย ดึงดูดการลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและประชาชน
- ธปท. ร่วมมือกับ IMF และธนาคารโลกจัดทำ "Bangkok Blueprint" เพื่อเป็นมาตรฐานสากลในการรับมือภัยการเงินดิจิทัล หลังไทยเผชิญความเสียหายกว่า 4 หมื่นล้านบาท
- มาตรการจัดการบัญชีม้าและจำกัดวงเงินโอนของ ธปท. ประสบความสำเร็จ สามารถลดความเสียหายจากการหลอกโอนเงิน (APP) ลงได้เกือบ 80%
- ธปท. ยกระดับการกวาดล้างเส้นทางการเงินผิดกฎหมายผ่าน 4 มาตรการเชิงรุก ทั้งการจำกัดการถอนเงินสดมูลค่าสูง การควบคุมการซื้อขายทองคำ การคุมธุรกิจแลกเปลี่ยนเงิน และการตรวจสอบสินทรัพย์ดิจิทัล
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ Thailand's New Horizons : Empowering People, Building Resilience ในงานการประชุมสุดยอดผู้นำ The Bangkok Business Summit 2026 : Reinvent Thailand, Resilient ASEAN จัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก
โดยนายวิทัย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยตลอดทศวรรษที่ผ่านมาต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายรอบด้าน ทั้งวิกฤตโรคระบาด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ซึ่งส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากเฉลี่ย 5.3% ในยุคหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เหลือเพียง 3.7% หลังวิกฤตการเงินโลก
และลดลงเหลือราว 2.4% ในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โจทย์สำคัญของประเทศในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงแค่การฟื้นตัวจากวิกฤต แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันและความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนในระยะยาว
ในการนี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ประจำปีของ IMF และธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings) เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 35 ปี ซึ่งจะมีผู้แทนกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศเข้าร่วมประชุม
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลักของประเทศไทยคือ "Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience" ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
- การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital & AI Transformation)
- การสร้างภูมิคุ้มกันในโลกที่แตกแยก (Resilience in a Fragmented World)
- โครงสร้างการเงินเพื่อการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ (Financial Architecture for Climate Adaptation)
- เศรษฐกิจรองรับสังคมสูงวัย (Longer-lived Economy)
สำหรับเสาหลักด้านดิจิทัลและระบบการเงินนั้น ประเทศไทยมีความก้าวหน้าที่โดดเด่นในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัล (Digital Public Infrastructure) ผ่าน 2 กลไกสำคัญ ได้แก่ ระบบ "PromptPay" ซึ่งให้บริการโอนเงินทันทีโดยไม่มีค่าธรรมเนียม มีผู้ลงทะเบียนกว่า 83 ล้านบัญชี และรองรับธุรกรรมสูงถึง 2,500 ล้านรายการในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพียงเดือนเดียว
รวมถึงแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ที่พัฒนาโดยธนาคารกรุงไทย ซึ่งมีผู้ใช้งานมากกว่า 40 ล้านราย ช่วยให้การกระจายมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง ส่งผลให้ธุรกรรมการชำระเงินดิจิทัลพุ่งสูงขึ้นจาก 2.1 หมื่นล้านบาทในปี 2564 สู่ 4.8 หมื่นล้านบาทในปี 2568 และการใช้บริการทางการเงินดิจิทัลเติบโตขึ้นเกือบ 70% จาก 84 ล้านบัญชี สู่ 141 ล้านบัญชีภายในระยะเวลา 5 ปี
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของบริการทางการเงินดิจิทัลได้นำมาซึ่งความเสี่ยงด้านภัยคุกคามไซเบอร์และภัยการเงินที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยในภูมิภาคเอเชียมีสัดส่วนความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์สูงถึง 2 ใน 3 ของมูลค่าความเสียหายทั่วโลก
ขณะที่ประเทศไทย มูลค่าความเสียหายจากภัยการเงินดิจิทัลพุ่งสูงกว่า 4 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 0.2% ของ GDP นอกจากนี้ การโจมตีทางไซเบอร์ในภาคธนาคารของไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 45% ในปี 2568 ส่วนใหญ่ในรูปแบบ DDoS, Malware และ Phishing
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ธปท. จึงได้ร่วมมือกับ IMF และธนาคารโลกในการจัดทำ "Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services" ซึ่งจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในการประชุมประจำปีเดือนตุลาคมนี้ เพื่อใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงระดับสากลในการรับมือกับภัยการเงินดิจิทัล
โดยที่ผ่านมา ธปท. ได้ดำเนินมาตรการยกระดับความปลอดภัยจนสามารถลดปัญหาการถอนเงินผ่านแอปพลิเคชันดูดเงิน (Unauthorized Payment) ลงจนเป็นศูนย์ได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 และบังคับใช้มาตรการจัดการบัญชีม้า
ตลอดจนการจำกัดวงเงินโอนต่อวัน ซึ่งช่วยลดความเสียหายจากการถูกหลอกโอนเงิน (Authorized Push Payment: APP) จากระดับสูงสุดที่ 8.6 พันล้านบาทในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 ลงเหลือ 1.8 พันล้านบาทในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 หรือลดลงเกือบ 80%
นอกจากนี้ ธปท. ยังได้ยกระดับการกวาดล้างเส้นทางการเงินผิดกฎหมายผ่าน 4 มาตรการเชิงรุกที่สำคัญ ได้แก่
- การจำกัดการถอนเงินสดมูลค่าสูง: บังคับใช้มาตรการตรวจสอบการถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ส่งผลให้ธุรกรรมการถอนเงินสดมูลค่าสูงลดลงถึง 52%
- การควบคุมการซื้อขายทองคำออนไลน์: ยกระดับเกณฑ์การรายงานการถอนทองคำแท่งตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไป (มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท) ส่งผลให้ปริมาณการถอนทองคำแท่งลดลง 70%
- การเพิ่มความเข้มงวดในธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ: กำหนดเกณฑ์ปฏิบัติและจำกัดวงเงินธุรกรรมเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการแปลงเงินบาทเป็นเงินสกุลต่างประเทศ
- การร่วมมือกับ ก.ล.ต. ตรวจสอบสินทรัพย์ดิจิทัล: เฝ้าระวังธุรกรรมการซื้อขาย USDT ที่มีความผิดปกติเนื่องจากมีปริมาณการซื้อขายที่สูงเกินจริง
ทั้งนี้ ธปท. เตรียมเปิดตัวกรอบความร่วมมือ "Framework on Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activity" ในวันที่ 10 กันยายนนี้ โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงินทุกประเภท ทั้งธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐ สาขาธนาคารต่างประเทศ ผู้ให้บริการชำระเงินนอนแบงก์ ผู้ให้บริการสินเชื่อ และผู้ประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกว่า 2,000 ราย เพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการไม่สนับสนุนและปิดช่องทางการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายและการทุจริตคอร์รัปชันทั้งทางตรงและทางindirect
"ระบบการเงินที่ได้รับความไว้วางใจและมีความปลอดภัย ไม่ได้เป็นเพียงแค่เกราะป้องกันความเสี่ยงเท่านั้น แต่ยังเป็นสินทรัพย์ทางกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยดึงดูดการลงทุน และสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจในการคว้าโอกาสใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจต่อไป"







