
FETCO จี้รัฐเร่ง 'วาระการออมแห่งชาติ' เพิ่มเงินออมแตะ 27% คู่ขนานลงทุน 30%
FETCO ชี้ไทยต้องสร้าง Investment Cycle รอบใหม่ ดันลงทุน 30% ของ GDP พร้อมเพิ่มการออมจาก 24% เป็น 27% ลดพึ่งเงินทุนต่างชาติ และเน้นลงทุน AI เทคโนโลยีเพิ่ม Productivity
KEY
POINTS
- FETCO เสนอให้รัฐเร่งสร้าง Investment Cycle รอบใหม่ โดยตั้งเป้าการลงทุนที่ 30% ของ GDP เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำ
- แนะให้เพิ่มการออมในประเทศ (Gross National Saving) จากปัจจุบัน 24% เป็นอย่างน้อย 27% ของ GDP เพื่อใช้เป็นแหล่งทุนหลัก
- ส่วนต่างของเงินลงทุนอีก 3% ควรมาจากเงินทุนต่างชาติระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยง และการลงทุนต้องเน้นเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ผ่านเทคโนโลยีและ AI
ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธาน FETCO ชี้ หากไทยต้องการหลุดพ้นเศรษฐกิจโตเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปี ต้องเร่งสร้าง Investment Cycle รอบใหม่ ดันเป้าการลงทุนแตะ 30% ของ GDP แต่ต้องเร่งการออมควบคู่ โดยเพิ่ม Gross National Saving จาก 24% เป็นอย่างน้อย 27% และให้เงินทุนต่างประเทศชดเชยส่วนต่างไม่เกิน 3% ของ GDP พร้อมย้ำการลงทุนรอบใหม่ต้องเน้น Productivity ผ่าน AI เทคโนโลยี ดิจิทัล และอุตสาหกรรมอนาคต
FETCO เตือน “เร่งลงทุน” ต้องไม่ลืม “เร่งออม”
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ข้อความในเฟชบุ้คส่วนตัว "Paiboon Nalinthrangkurn" ว่า หากประเทศไทยต้องการหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2% ต่อปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนึ่งในโจทย์สำคัญคือการผลักดันประเทศกลับเข้าสู่ Investment Cycle รอบใหม่
ตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการลงทุนของไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตในระดับสูง หากต้องการยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศ จึงควรตั้งเป้าหมายผลักดันอัตราการลงทุนกลับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 30% ของ GDP
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มการลงทุนจำเป็นต้องตอบคำถามสำคัญควบคู่กันว่า “เงินลงทุนจะมาจากไหน” เพราะปัจจุบัน Gross National Saving ของไทยอยู่ที่ประมาณ 24% ของ GDP หากการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 30% แต่การออมไม่เพิ่มตาม ส่วนต่างจะสะท้อนออกมาเป็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และจำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาชดเชย
บทเรียนวิกฤตปี 40 อย่าพึ่งเงินทุนต่างประเทศมากเกินไป
นายไพบูลย์กล่าวว่า ประเทศไทยมีบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 โดยในช่วงก่อนเกิดวิกฤต ประเทศไทยมีระดับการลงทุนสูงมาก แต่ต้องเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึงประมาณ 8% ของ GDP ขณะที่เงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้าจำนวนมากเป็นเงินทุนระยะสั้นและเงินกู้ระยะสั้น
เมื่อกระแสเงินทุนกลับทิศ จึงนำไปสู่ปัญหา Liquidity Crisis และ Financial Crisis ตามมา
ดังนั้น บทเรียนจากอดีตไม่ได้หมายความว่าไทยไม่ควรขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ต้องหลีกเลี่ยงการขาดดุลในระดับสูงถึง 7-8% ของ GDP ต่อเนื่อง และไม่ควรพึ่งพาเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศมากเกินไป
หากการขาดดุลเกิดขึ้นในระดับที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการลงทุนใน Productive Assets ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพและ Productivity ของประเทศในอนาคต และมีแหล่งเงินทุนที่มีความมั่นคงในระยะยาว ก็ไม่ถือเป็นปัญหา
ชูกรอบออม 27% ลงทุน 30% ให้ต่างชาติเติม 3%
สำหรับกรอบที่เหมาะสม นายไพบูลย์ระบุว่า มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่ประเมินว่า ระดับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยอมรับได้สำหรับเศรษฐกิจกำลังพัฒนาอยู่ที่ไม่เกิน 3% ของ GDP
ดังนั้น หากรัฐบาลตั้งเป้าหมายเพิ่มการลงทุนเป็น 30% ของ GDP ก็ควรตั้งเป้าหมายเพิ่ม Gross National Saving จากปัจจุบันประมาณ 24% เป็น ไม่น้อยกว่า 27% ของ GDP และให้ส่วนต่างประมาณ 3% ของ GDP มาจาก Foreign Saving ในช่วงที่ประเทศไทยเร่งการลงทุน
ตัวเลข 27% และ 3% ไม่ใช่เป้าหมายตายตัว แต่เป็นกรอบสำหรับวางแผนว่า หากต้องการสร้าง Investment Cycle รอบใหม่ ประเทศไทยต้องวางแผนเรื่องการสร้างเงินออมและแหล่งเงินทุนตั้งแต่ต้น
ดัน “ยุทธศาสตร์การออมแห่งชาติ” สร้างเงินทุนระยะยาว
FETCO เสนอให้รัฐบาลยกระดับการเพิ่มการออมเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของประเทศ ควบคู่กับการผลักดันการลงทุน โดยการเพิ่มการออมต้องเกิดขึ้นจากทุกภาคส่วน ทั้งครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ
ในส่วนของประชาชน ควรเร่งสร้างระบบการออมระยะยาว โดยเฉพาะการออมเพื่อการเกษียณ เช่น การยกระดับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เป็นภาคบังคับ รวมถึงมาตรการอย่าง TISA ที่สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนออมและลงทุนระยะยาว และควรกำหนดวงเงินในระดับที่มากพอที่จะกระตุ้นให้เกิดการออมอย่างเป็นรูปธรรม
เงินออมที่เพิ่มขึ้นนอกจากช่วยสร้างหลักประกันให้ประชาชนในช่วงเกษียณและรองรับสังคมสูงวัยแล้ว ยังสามารถเปลี่ยนเป็น Long-term Capital เพื่อใช้ลงทุนในโครงการที่ช่วยเพิ่มศักยภาพและ Productivity ของประเทศได้อีกด้วย
ดึง FDI-กองทุนบำนาญโลก มากกว่าเงินร้อน
ขณะเดียวกัน ไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ดึงดูดเงินทุนระยะยาวจากต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับ FDI, Sovereign Wealth Funds, Global Pension Funds, Insurance Funds, Family Offices และ Long-term Institutional Investors มากกว่าเงินทุนระยะสั้นที่สามารถไหลออกจากประเทศได้อย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุนี้ การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Regional Financial Hub การยกระดับตลาดทุนให้ได้มาตรฐานสากล การปรับปรุงกฎหมาย Trust การสร้างระบบรองรับ Family Office เพื่อบริหารเงินออมของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย จึงไม่ควรเป็นเพียงนโยบายของภาคตลาดทุน แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การออมแห่งชาติ
เตือนลงทุนอย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็น Productivity-led Investment
อย่างไรก็ตาม นายไพบูลย์ย้ำว่า ปริมาณการลงทุนเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย เพราะโจทย์สำคัญกว่าคือการเพิ่มผลิตภาพของประเทศ
ข้อมูลจาก OECD ระบุว่า Total Factor Productivity หรือ TFP ของไทยเติบโตเฉลี่ย 0% ต่อปีในช่วงปี 2015-2023 สะท้อนข้อจำกัดด้านผลิตภาพที่ไทยเผชิญมาเป็นเวลานาน
ดังนั้น Investment Cycle รอบใหม่ควรเป็น Productivity-led Investment โดยมุ่งลงทุนใน Technology, AI, Digital Infrastructure, Semiconductor, Automation, Human Capital และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สามารถยกระดับ Productivity ของประเทศได้จริง
ท้ายที่สุด หากประเทศไทยต้องการสร้าง Investment Cycle รอบใหม่ คำถามจึงไม่ควรมีเพียงว่า “เราจะลงทุนอะไร” แต่ต้องถามพร้อมกันว่า “เราจะออมอย่างไร และจะหาเงินทุนระยะยาวจากไหน” เพื่อให้การลงทุนรอบใหม่เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน และสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว







