thansettakij
thansettakij
อีอีซี กางแผนรุกอุตสาหกรรมใหม่ ชู 4 ปัจจัย ดึงเม็ดเงินลงทุน

อีอีซี กางแผนรุกอุตสาหกรรมใหม่ ชู 4 ปัจจัย ดึงเม็ดเงินลงทุนระดับโลก

27 ส.ค. 69 | 08:45 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ส.ค. 69 | 09:04 น.

สกพอ.เปิดยุทธศาสตร์อีอีซี กางแผนยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน ส่งสัญญาณเตือนโค้งสุดท้ายอุตสาหกรรมดิจิทัลระดับโลก ห่วงโครงสร้างพื้นฐานน้ำ-ไฟฟ้าไม่พร้อม เสี่ยงโดนคู่แข่งปาดหน้าเค้ก สูญเสียโอกาสเป็นฮับถาวร

KEY

POINTS

  • อีอีซีมุ่งเน้นการลงทุนใน 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก ได้แก่ การแพทย์, ดิจิทัล, ยานยนต์สมัยใหม่, BCG และภาคบริการ
  • ชู 4 ปัจจัยสำคัญเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ประกอบด้วย ที่ดินที่เหมาะสม, โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค (โดยเฉพาะน้ำและพลังงานสะอาด), บุคลากร และการปรับปรุงกฎระเบียบ
  • เร่งเตรียมความพร้อมด้านพลังงานและสาธารณูปโภคเพื่อรองรับการลงทุนในยุค Green Transition โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ที่มีโอกาสลงทุนในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยในงานสัมมนา KT Dialogue New Horizon:Thailand Investment Playbook ว่า สถานการณ์ของภาคอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบัน ขณะนี้อยู่ในจุดที่มีความน่ากังวลอย่างมาก และกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ ๆ ทั้งนี้อีอีซีเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ซ่อมและสร้าง บางสิ่งบางอย่าง โดยมีโจทย์สำคัญที่สุดคือ การสร้างความยั่งยืนและสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยควบคู่ไปกับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

อย่างไรก็ตามการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นจากการลงทุนเพียงอย่างเดียว และไม่ได้พึ่งพาเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เท่านั้น แต่ สกพอ. มุ่งเน้นการสร้างและการวิเคราะห์อุตสาหกรรมที่เหมาะสมผ่านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมเป้าหมาย 

นายจุฬา กล่าวต่อว่า แม้ว่าตามกฎหมายอีอีซีจะครอบคลุมอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้งหมด 12 ตัว แต่ สกพอ. ได้ใช้วิธีจัดกลุ่มเป็น "คลัสเตอร์อุตสาหกรรม" เพื่อให้สามารถบริหารจัดการซัพพลายเชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหากไม่สามารถดึงตัวซัพพลายเชนบางตัวเข้ามาได้ก่อน ก็จะไม่มีทางดึงดูดอุตสาหกรรมที่เป็นตัวนำชั้นยอดเข้ามาได้

โดยอีอีซีได้แบ่งอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักออกเป็น 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Health) 2.อุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) 3.อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Modern Automotive) 4.อุตสาหกรรมโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG (Bio-Circular-Green Economy) และ5.อุตสาหกรรมภาคบริการ (Services) ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญเนื่องจากมูลค่าการลงทุนในภาคบริการมีสัดส่วนที่สูงมาก

จับตาการลงทุนพลังงาน-น้ำ รับ Green Transition 

นายจุฬา กล่าวต่อว่า สกพอ.คาดว่าการลงทุนครั้งใหญ่ของประเทศไทยในช่วง 1-2 ปีนี้ จะเกิดขึ้นในภาคพลังงานและภาคสาธารณูปโภค เนื่องจากอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่จะเข้ามา มีความต้องการใช้พลังงานสมัยใหม่และการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อม (Green Transition) ครั้งใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะความต้องการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่การใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) 

ทั้งนี้อุตสาหกรรมยุคใหม่ขับเคลื่อนและดันเงินทุนด้วยกระแสไฟฟ้า โดยใช้กำลังคนน้อยลง แต่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ขณะที่ปัจจัยเรื่องน้ำและไฟฟ้าจึงกลายเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ซึ่งในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีกลุ่มทุนเข้ามาหารือกับ สกพอ. เกี่ยวกับเรื่องน้ำและไฟฟ้ามากที่สุด เนื่องจากพวกเขาทราบดีว่านี่คือหัวใจหลักของการลงทุน FDI ในกลุ่มดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) 

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยในงานสัมมนา KT Dialogue New Horizon:Thailand Investment Playbook

"ถ้าเมื่อไหร่เราจัดการเรื่องพลังงานและพลังงานสะอาดได้ดี มันจะเป็นแพลตฟอร์มที่เอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนและการใช้ชีวิตในอนาคต ประเทศเราจะไปได้อีกไกล โครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันของเราเป็นเหมือนสนามกีฬา เราไม่ได้สร้างสนามกีฬามาเพียงเพื่อยืนดูเฉย ๆ แต่เราสร้างเพื่อรองรับการแข่งขันให้เกิดนักกีฬาและเกิดวิทยาศาสตร์การกีฬาอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย" นายจุฬา กล่าว

แนะคว้าโอกาสดาต้าเซ็นเตอร์ 

นายจุฬา ระบุชัดเจนว่า โอกาสการลงทุนในแต่ละช่วงเวลาไม่ได้เปิดกว้างตลอดไป แต่จะมีหน้าต่างแห่งโอกาส ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมเท่านั้น เช่นเดียวกับอุตสาหกรรม Data Center และ AI ในปัจจุบัน ซึ่งตนประเมินว่า มีเวลาเหลือไม่เกิน 2-3 ปีนี้เท่านั้น หากประเทศไทยไม่สามารถคว้าส่วนแบ่งการตลาดในรอบนี้ได้ ตลาดจะหลุดมือไปทันทีและหลุดอย่างถาวร

ดังนั้นเมื่อรับรู้ถึงปริมาณความต้องการซื้อที่มีศักยภาพ อีอีซีจึงเร่งเตรียมความพร้อมด้านปัจจัยนำสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะที่ดินที่มีความเหมาะสมกับการลงทุนในปัจจุบัน โดยพฤติกรรมการลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมสมัยใหม่เปลี่ยนไป ซึ่งนักลงทุนไม่ต้องการที่ดินขนาดใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมแบบเดิม แต่ต้องการพื้นที่ที่เอื้อให้กลุ่มผู้เล่นในซัพพลายเชนเดียวกันมาอยู่ร่วมกันได้ อีอีซีจึงได้กำหนดพื้นที่ที่เรียกว่าเขตส่งเสริมการลงทุน ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้ออกประกาศพื้นที่ลักษณะดังกล่าวเพิ่มขึ้นประมาณ 20 แห่ง เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green) และกลุ่มกรีนโลจิสติกส์  โดยเฉพาะ เพื่อสนับสนุนซัพพลายเชนในพื้นที่

นอกจากนี้ สกพอ. อยู่ระหว่างการวางแผนเชิงรุกเพื่อชี้เป้าพื้นที่การลงทุน โดยเล็งเห็นว่าหากต้องการดึงดูดโครงการ Data Center ใหม่ ๆ จะต้องนำไปตั้งในพื้นที่อีอีซีที่มีขีดความสามารถในการผลิตไฟฟ้าได้จำนวนมาก โดยเน้นจุดที่อยู่ใกล้แนวสายส่งไฟฟ้า มีแหล่งน้ำ และพลังงานที่พร้อมรับรองความต้องการเฉพาะของอุตสาหกรรมนั้นๆ

ด้านการแข่งขันระดับภูมิภาค นายจุฬา ยืนยันว่า ประเทศไทยกำลังแข่งกับเวลาและแข่งกับคู่แข่งในทุก ๆ นาที เนื่องจากทุกประเทศต่างพยายามดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและ Data Center เข้าประเทศตนเอง ที่ผ่านมาสกพอ. เคยเดินทางไปพบปะนักลงทุนที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนความน่ากังวลใจของกลุ่มทุนต่างชาติอย่างตรงไปตรงมา

"ผมเจอคำถามที่แรงมากจากนักลงทุนที่ถามว่า ตกลงประเทศไทยเอาอย่างไรแน่ ประเทศไทยกำลังหลอกนักลงทุนอยู่หรือเปล่า ชวนเขาเข้ามาแล้ว พอเขาเริ่มจะลงทุนจริง ๆ กลับไปเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและนโยบาย" นายจุฬา กล่าว

นายจุฬา กล่าวต่อว่า อุตสาหกรรมสมัยใหม่อย่าง Data Center หรือ AI ถือเป็นอุตสาหกรรมระดับโอลิมปิก (Global Competition) ซึ่งเป็นการลงทุนในระดับโครงข่ายระดับโลกที่มีกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ผู้ใช้งานระดับแชมเปี้ยนของโลกเพียงไม่กี่รายเท่านั้น ดังนั้นปัจจัยเรื่องจังหวะเวลาความชัดเจนของทิศทาง และความต่อเนื่องสม่ำเสมอเชิงนโยบายของภาครัฐ ว่าจะให้การสนับสนุนมากน้อยเพียงใด จึงเป็นประเด็นที่วิกฤตและสำคัญที่สุดในการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนกลุ่มนี้

ดัน 4 ปัจจัย ดึงดูดการลงทุน

สำหรับ 4 ปัจจัยหลัก ยุทธศาสตร์ที่ดึงดูดทุนโลกและเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทย โดยประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศการลงทุนเพื่อรับรอง FDI ควบคู่กับการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่มีความเชื่อมโยงกัน เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัลกับยานยนต์สมัยใหม่ ที่สามารถบูรณาการและประสานประโยชน์ร่วมกันได้ในอนาคต โดยตัวเร่งที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยส่งเสริมการตัดสินใจลงทุน ประกอบด้วย  ปัจจัยด้านที่ดิน  กับความเหมาะสมเฉพาะอุตสาหกรรม ซึ่งยุคนี้พฤติกรรมและความต้องการของนักลงทุนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เมื่อเรารู้ว่าความต้องการที่มีศักยภาพ เราจำเป็นต้องจัดหาซึ่งเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของการลงทุนอุตสาหกรรมนั้นมาแทนตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือที่ดินที่เหมาะสมกับการลงทุนนั้น ๆ

นอกจากนี้รูปแบบพื้นที่การลงทุนต้องปรับตามเทรนด์โลก ไม่ใช่เพียงแค่การขายที่ดินผืนใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมแบบเดิมอีกต่อไป โดยสกพอ.พยายามทำโซนนิ่งในทุกอุตสาหกรรม เพราะเราคิดว่าอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อาจไม่ตอบโจทย์การใช้ที่ดินขนาดใหญ่ แต่ต้องการเอาห่วงโซ่อุปทานประเภทเดียวกันมาอยู่ด้วยกันในเทรนด์ปัจจุบัน
 
ขณะเดียวกัน สกพอ. ได้ปรับแนวทางการทำงานเชิงรุกด้วยการเร่งจัดสรรพื้นที่รองรับการลงทุนในลักษณะคลัสเตอร์ห่วงโซ่อุปทาน โดยสนับสนุนให้กลุ่มผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทานเดียวกันเข้ามาตั้งฐานการผลิตร่วมกัน เพื่อเกื้อหนุนและเอื้อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจตามเทรนด์การลงทุนยุคปัจจุบัน

สำหรับแนวทางการจัดตั้งพื้นที่ลงทุนนั้น สกพอ. ดำเนินการภายใต้รูปแบบเขตส่งเสริมการลงทุน ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้มีการอนุมัติพื้นที่ลักษณะดังกล่าวเพิ่มขึ้นประมาณ 20 แห่ง โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนที่ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) และธุรกิจกรีนโลจิสติกส์ (Green Logistics) เพื่อสนับสนุนระบบนิเวศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยเฉพาะ

ชี้เป้าทำเลทอง รับบิ๊กโปรเจกต์ Data Center 

นอกจากนี้ สกพอ. ยังได้วางแผนเชิงรุกด้วยทำเลศักยภาพเพื่อดึงดูดโครงการลงทุนใหม่ ๆ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม Data Center ที่ สกพอ. กำลังพิจารณากำหนดพื้นที่เฉพาะที่มีขีดความสามารถในการผลิตและรองรับกระแสไฟฟ้าในปริมาณสูง โดยจะมุ่งเน้นพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับแนวสายส่งไฟฟ้า รวมถึงมีความพร้อมด้านแหล่งน้ำและระบบไฟฟ้าที่มั่นคง เนื่องจากความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรมมีความจำเพาะเจาะจงแตกต่างกัน เช่น บางกลุ่มอุตสาหกรรมจำเป็นต้องพึ่งพาระบบสาธารณูปโภคเป็นแกนหลักในการตั้งฐานการผลิต 

ขณะที่บางอุตสาหกรรมจำเป็นต้องตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ท่าเรือเพื่อความสะดวกในการนำเข้าวัตถุดิบและส่งออกสินค้า ซึ่งการจัดเตรียมบริบทเชิงพื้นที่ให้สอดรับกับความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยเร่งรัดให้เกิดการลงทุนจริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ชูน้ำ-ไฟสะอาด ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยุคใหม่

นายจุฬา กล่าวต่อว่า ปัจจัยสำคัญประการที่สอง คือ โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค  โดยประเมินว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนครั้งใหญ่   เนื่องจากอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา รวมถึงความต้องการของโครงการลงทุนสมัยใหม่ ต่างมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่ระบบอัตโนมัติ  ส่งผลให้ความพร้อมด้านสาธารณูปโภคกลายเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องจัดหาเพื่อรองรับความต้องการขนาดใหญ่นี้

ทั้งนี้ปัจจัยเรื่องระบบไฟฟ้าและน้ำสะอาด ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการลงทุนยุคปัจจุบัน ซึ่งจากการหารือร่วมกับกลุ่มทุนต่างประเทศในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าประเด็นเรื่องน้ำและไฟฟ้าเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือมากที่สุด เนื่องจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักสำหรับกลุ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์  และปัญญาประดิษฐ์ (AI)

"โครงสร้างพื้นฐานการลงทุนในปัจจุบันเปลี่ยนไป ธุรกิจสมัยใหม่ขับเคลื่อนและดำเนินงานด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก มีการใช้คนน้อยลงแต่หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งหากประเทศไทยสามารถบริหารจัดการพลังงานสะอาดและระบบน้ำได้เป็นอย่างดี ระบบสาธารณูปโภคเหล่านี้จะทำหน้าที่เหมือนแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อประโยชน์ทั้งต่อการลงทุนและการดำเนินชีวิตในอนาคต ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปได้อีกไกล" นายจุฬา กล่าว

เตรียมความพร้อมบุคลากร ปลดล็อกกฎระเบียบ

สำหรับปัจจัยประการที่สามคือ การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร  ซึ่งนายจุฬาเน้นย้ำว่าเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญและเป็นเสาหลักที่ขาดไม่ได้ในการสร้างระบบนิเวศร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานและที่ดิน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายสมัยใหม่

อย่างไรก็ดีปัจจัยประการสุดท้ายที่ถือเป็นตัวเร่งสำคัญที่สุดในการกระตุ้นการลงทุน คือ การปรับปรุงกฎระเบียบ  โดยกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ต้องได้รับการแก้ไขให้เอื้ออำนวยต่อนักลงทุนอย่างแท้จริง เพื่อช่วยให้สามารถเข้ามาตั้งโรงงานและเริ่มดำเนินกิจการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นฟันเฟืองที่มีความสำคัญที่สุดในการตัดสินใจเร่งรัดเม็ดเงินลงทุนให้เกิดขึ้นจริง