
ธปท.รื้อค่าธรรมเนียมแบงก์ 19 รายการ หั่นค่าบัญชีเหลือ 20 บาท
ธปท.เตรียมปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมธนาคารใหม่ 19 รายการ ลดภาระประชาชน-ธุรกิจ พร้อมคง Min Pay บัตรเครดิต 8% ออกมาตรการอุ้ม SME เติมสภาพคล่อง รับแรงกดดันเศรษฐกิจโลก
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เดินหน้าปรับโครงสร้างระบบการเงินครั้งสำคัญ ทั้งด้านค่าธรรมเนียมธนาคาร มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ และการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ ภายใต้ความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กดดันต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ
โดยเตรียมประกาศมาตรฐานค่าธรรมเนียมใหม่ราว 17-19 รายการ เพื่อบรรเทาภาระประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมขยายเครื่องมือช่วยเหลือผู้ประกอบการและลูกหนี้รายย่อยอย่างเป็นระบบ
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ระบุว่า ธปท.จะเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) เกี่ยวกับมาตรฐานค่าธรรมเนียมใหม่ในวันที่ 10 เมษายน 2569 ก่อนประกาศใช้จริงผ่านราชกิจจานุเบกษาในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้
ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการเชิงรุกในการลดภาระต้นทุนทางการเงินของประชาชน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในช่วงที่ความไม่แน่นอนจากภายนอกยังอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้การกำหนดมาตรฐานใหม่ โดยอิงระดับต่ำสุดของอุตสาหกรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของค่าบริการ เช่น ค่ารักษาบัญชีที่เดิมบางแห่งเก็บสูงถึง 100-500 บาท จะปรับลงเหลือประมาณ 20 บาท ค่าธรรมเนียมโอนเงิน BAHTNET จะลดลงเหลือ 50-100 บาท และค่าธรรมเนียมสินเชื่อ SME จะถูกจำกัดไม่เกิน 2.5% สำหรับวงเงินขนาดเล็ก
นอกจากนี้ ยังเตรียมยกเลิกค่าปรับปิดบัญชีเงินกู้ก่อนกำหนดในกรณีที่ลูกหนี้ผ่อนชำระเกินครึ่งสัญญา เพื่อเปิดทางให้สามารถรีไฟแนนซ์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบสินเชื่อในภาวะเศรษฐกิจผันผวน
ส่วนสถานการณ์วิกฤตตะวันออกกลาง ปัจจัยหลักที่ต้องจับตาต่อเศรษฐกิจไทยในระยะนี้มี 3 ด้าน ได้แก่ ระยะเวลาของความขัดแย้ง ความรุนแรงของสถานการณ์ และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะน้ำมันและวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งหากยืดเยื้อจะกดดันเงินเฟ้อและฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
ธปท.ประเมินว่า หากสถานการณ์คลี่คลายเร็วภายใน 2 สัปดาห์ เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตได้ราว 1.7% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5% แต่หากยืดเยื้อถึงไตรมาส 2 จีดีพีอาจลดลงเหลือ 1.3% ขณะที่เงินเฟ้อมีโอกาสพุ่งถึง 3.5% และในกรณีเลวร้ายที่ลากยาวทั้งปี จีดีพีอาจต่ำกว่า 1%
นายวิทัยกล่าวถึงนโยบายการเงินว่า ธปท.ยังคงท่าทีผ่อนคลาย โดยยังไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในปัจจุบันมาจากฝั่งอุปทาน การขึ้นดอกเบี้ยจะยิ่งซ้ำเติมอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมายระดับล่าง ทำให้ยังมีพื้นที่ในการประคองเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ธปท.เตรียมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้แบบเป็นขั้นบันได โดยขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์ลดภาระการชำระหนี้ เช่น การจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยหรือพักเงินต้น โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง อาทิ สินเชื่อทะเบียนรถและสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกัน นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มตรึงอัตราการชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิต (Min Pay) ไว้ที่ 8% และยังไม่ปรับขึ้นเป็น 10% ตามแผนเดิม
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญคือโครงการ “SMEs Secure+” ที่มุ่งเติมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ โดยผ่อนคลายเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อให้ธนาคารสามารถพิจารณาศักยภาพธุรกิจจากรายได้ในภาวะปกติ แทนการยึดติดกับผลประกอบการช่วงวิกฤต พร้อมเปิดช่องให้ใช้หลักประกันทั้งเดิมและใหม่ในการเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ภายในระยะเวลา 12 เดือน เพื่อช่วยพยุงธุรกิจในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว
มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยธุรกิจที่มีหลักประกัน เช่น ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง แต่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ในภาวะปกติ เนื่องจากผลประกอบการปัจจุบันไม่เอื้ออำนวย
กลุ่มเป้าหมายของมาตรการ คือ ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบระยะสั้นจากปัจจัยต่างๆ เช่น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง หรือจำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมาเต็มที่ ซึ่งส่งผลให้กำไรลดลงหรือกระแสเงินสดติดขัด







