
กูรูชี้ ดราม่าประกันสะสมทรัพย์ สะท้อนปัญหาคนไทยขาดความรู้ด้านการเงิน
อาจารย์ทอมมี่ อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัย วิเคราะห์ปมดราม่า "ประกันสะสมทรัพย์" สะท้อนปัญหาความรู้ด้านการเงินคนไทย
KEY
POINTS
- ประเด็นดราม่าเกิดจากการนำเสนอ "ประกันสะสมทรัพย์" ว่าให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง ซึ่งสะท้อนถึงความไม่เข้าใจในสังคมวงกว้าง
- ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าต้นตอของปัญหาคือระบบการศึกษาไทยที่ขาดการสอนความรู้พื้นฐานด้านการเงิน ทำให้คนสับสนระหว่างการประกันกับการลงทุน
- วัตถุประสงค์หลักของประกันภัยคือการบริหารและกระจายความเสี่ยง (Risk Management) ไม่ใช่การสร้างผลตอบแทนสูงสุดเพื่อแข่งขันกับผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่น
- ข้อเสนอแนะคือควรบรรจุความรู้ด้านการเงินและการประกันภัยในหลักสูตรการศึกษา เพื่อให้คนไทยเข้าใจและตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินได้อย่างเหมาะสม
จากกรณีโลกออนไลน์กำลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการขาย “ประกันสะสมทรัพย์” หลังมีการพูดถึงวิธีนำเสนอประกันสะสมทรัพย์ โดยระบุผลตอบแทนในระดับสูง "300-800%" ซึ่งนำไปสู่การถกเถียงในวงการประกันและการเงินเป็นวงกว้าง ถึงวิธีคำนวณอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง
อาจารย์ทอมมี่ หรือนายพิเชฐ เจียรมณีทวีสิน อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัย เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ข้อถกเถียงครั้งนี้สะท้อนถึงปัญหาของสังคมไทยที่ยังขาดความเข้าใจว่าประกันภัยคืออะไร และมีบทบาทแตกต่างจากการออมและการลงทุนอย่างไร
เมื่อโรงเรียนไม่สอน คนไทยจึงฟังจากโฆษณา
อาจารย์ทอมมี่ มองถึงปัญหาเชิงลึกว่า เนื่องจากความรู้ด้านประกันภัยอาจไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างแท้จริงในประเทศไทยคนส่วนใหญ่จึงเรียนรู้จากโฆษณา ตัวแทนขาย คลิปในโซเชียลมีเดีย หรือประสบการณ์ของคนรอบตัว ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลที่อาจสะท้อนเพียงบางมุมของผลิตภัณฑ์
เมื่อกรอบความคิดพื้นฐานไม่ครบถ้วน จึงอาจมีโอกาสเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ง่าย เช่น การนำประกันสะสมทรัพย์ไปเปรียบเทียบกับกองทุนรวม หรือใช้ค่า IRR เป็นเกณฑ์ตัดสินเพียงตัวเดียว ทั้งที่ผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน
ในอีกด้านหนึ่ง หากการนำเสนอผลิตภัณฑ์มุ่งเน้นเฉพาะ "เงินคืน" หรือ "ผลตอบแทน" โดยละเลยการอธิบายบทบาทของความคุ้มครองและการบริหารความเสี่ยง ก็ยิ่งทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ความรับผิดชอบจึงไม่ได้อยู่เพียงฝ่ายผู้ซื้อหรือผู้ขาย แต่ควรจะรวมไปถึงระบบการให้ความรู้ของสังคมด้วย โดยประเทศไทยควรเริ่มต้นจาก Insurance Literacy (ความรู้ด้านประกันภัย) ซึ่งไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้โรงเรียนสอนคนให้ขายประกัน หรือสอนให้ทุกคนต้องซื้อประกันชีวิต
ประเทศไทยควรเริ่มผลักดันความรู้ด้านประกันภัย ควบคู่กับความรุ้ด้านการเงิน คนควรเข้าใจว่าความเสี่ยงคืออะไร ,หลักการเฉลี่ยความเสี่ยง (Risk Pooling) ทำงานอย่างไร ,ประกันภัยแตกต่างจากการออมและการลงทุนอย่างไร และต้องมีความเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาทางการเงินที่แตกต่างกัน
เมื่อทุกคนมีพื้นฐานความรู้เหล่านี้ การเลือกซื้อหรือไม่ซื้อประกันก็จะเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลและข้อมูล มากกว่าความรู้สึกหรือกระแสในโลกออนไลน์
ประกันภัยไม่ใช่การลงทุน และไม่ใช่แค่ขายกรมธรรม์
อาจารย์ทอมมี่ ย้ำถึงหลักการของประกันภัยว่าไม่ใช่การลงทุน แต่ถือเป็นการบริหารจัดการทางการเงินในด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ประกันภัยจึงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแข่งขันกับเงินฝาก หุ้น หรือกองทุนรวม
หากแต่เป็นเครื่องมือสำหรับโอนและกระจายความเสี่ยงจากบุคคลหนึ่งไปสู่คนจำนวนมาก ผ่านหลักการที่เรียกว่า การเฉลี่ยความเสี่ยง (Risk Pooling) กล่าวคือ คนจำนวนมากร่วมกันจ่ายเบี้ยประกัน เพื่อให้ผู้ที่ประสบเหตุไม่คาดฝันเพียงส่วนน้อยได้รับความช่วยเหลือในเวลาที่จำเป็น เหมือนที่เราเรียกว่า “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” นี่คือเหตุผลที่ศาสตร์คณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial Science) แตกต่างจากคณิตศาสตร์การเงิน (Financial Mathematics)
“เมื่อพูดถึง "การเงิน" คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการออม การลงทุน หรือการสร้างผลตอบแทน แต่ในศาสตร์การเงินสมัยใหม่การบริหารความเสี่ยงโดย ประกันภัย จึงถือเป็นอีกเสาหลักหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน” อาจารย์ทอมมี่กล่าว
คณิตศาสตร์การเงิน Vs คณิตศาสตร์ประกันภัย
อาจารย์ทอมมี่ อธิบายวิธีคิดคำนวณที่แตกต่างกันระหว่างคณิตศาสตร์การเงิน และคณิตศาสตร์ประกันภัยว่า คณิตศาสตร์การเงิน มุ่งวิเคราะห์กระแสเงินสด ผลตอบแทน และมูลค่าเงินตามเวลา ขณะที่คณิตศาสตร์ประกันภัย ต้องคำนึงถึงความน่าจะเป็นของการเสียชีวิต การเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ พฤติกรรมการเวนคืนกรมธรรม์ รวมถึงความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อนำมาคำนวณเบี้ยประกัน เงินสำรอง และความมั่นคงของบริษัทประกันภัย
จึงเห็นได้ว่าประกันภัยไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุด แต่มีไว้เพื่อบริหารความเสี่ยงของชีวิตหลายประเทศไม่ได้สอนให้ "ซื้อประกัน" แต่สอนให้เข้าใจ "ความเสี่ยง"
ความรู้การเงิน ที่โรงเรียนไทยไม่สอน
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับความรู้ทางการเงิน อาจารย์ทอมมี่เล่าว่าหลายประเทศไม่ได้รอให้ประชาชนเรียนรู้เรื่องประกันภัยเมื่อเริ่มทำงาน หรือเมื่อกำลังคิดจะซื้อกรมธรรม์ แต่บูรณาการความรู้ทางการเงินเข้าไปในระบบการศึกษา ยกตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ นอร์เวย์ และมาเลเซีย
แม้ประเทศเหล่านี้จะมีวิธีการที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกันคือ ทำให้คนเข้าใจหลักคิดทางการเงินก่อนจะตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินเมื่อถึงเวลาที่ต้องซื้อจริง โดยต้องถูกสอนให้เข้าใจว่า ความเสี่ยงคืออะไร ,เหตุใดสังคมจึงต้องมีระบบประกันภัย ,การออม การลงทุน และการประกันภัย มีหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้สามารถเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมกับเป้าหมายของตนเองได้
OECD ได้เผยแพร่กรอบแนวคิดเกี่ยวกับความรู้ด้านการเงิน (Financial Literacy) ซึ่งหลายประเทศนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษา โดยครอบคลุมเรื่องการออม การลงทุน การกู้ยืม ภาษี และการบริหารความเสี่ยง ซึ่งรวมถึงความรู้เกี่ยวกับประกันภัยด้วย
อาจารย์ทอมมี่ ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น ที่เชื่อมโยงการเรียนรู้เรื่องการเงินเข้ากับการจัดการภัยพิบัติ และการบริหารความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน ทำให้คนเข้าใจว่าประกันภัยเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิต มากกว่าจะมองเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ทางการเงินชิ้นหนึ่ง
สุดท้ายอาจารย์ทอมมี่ เน้นย้ำว่า ประเทศไทยถึงเวลายกระดับจากดราม่าประกันสะสมทรัพย์ ไปสู่ความรู้เรื่องประกันภัย เพราะในวันที่โลกการเงินมีความซับซ้อนมากขึ้น ประเทศไทยอาจไม่ได้ต้องการให้คนไทยซื้อประกันมากขึ้น แต่ควรทำให้คนไทยเข้าใจประกันภัยมากขึ้น
เพราะเมื่อคนเรามีความรู้เพียงพอ ก็จะสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองว่า เมื่อใดควรออม เมื่อใดควรลงทุน และเมื่อใดควรโอนความเสี่ยงผ่านระบบประกันภัย






