
ดาวโจนส์ปิตลาดดลบ 138 จุด ทรัมป์ยกระดับปิดล้อมอิหร่าน ฉุดหุ้นโลก
ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดลบ 138 จุด ร่วงเหลือ 52,498.64 จุด นักลงทุนกังวลน้ำมันแพง ดันเงินเฟ้อพุ่ง Nasdaq ดิ่งกว่า 400 จุด รับแรงกดดันตะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดร่วงลง 138.37 จุด หลังประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศยกระดับมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน
- ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 9% สร้างความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ
- นักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
ดัชนีอุตสาหกรรมเฉลี่ยดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันจันทร์ (13 ก.ค.) หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศว่า สหรัฐฯ จะกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน
ซึ่งถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นและบั่นทอนความต้องการซื้อสินทรัพย์เสี่ยง
- ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 52,498.64 จุด ลดลง 138.37 จุด หรือ -0.26%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,515.34 จุด ลดลง 60.05 จุด หรือ -0.79%
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,873.18 จุด ลดลง 408.43 จุด หรือ -1.55%
ทั้งนี้ สหรัฐฯ และอิหร่านได้เปิดฉากโจมตีกันทางอากาศอย่างหนักหน่วงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการยกระดับความรุนแรงทั้งในแง่ของขนาดและขอบเขตการโจม ส่งผลให้ทรัมป์กลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน
โดยประกาศว่า สหรัฐฯ จะเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และปฏิบัติภารกิจในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ดังกล่าว
นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะเรียกเก็บเงินชดเชยในอัตรา 20% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมดที่มีการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จำเป็นในการดำเนินภารกิจดังกล่าว
สถานการณ์ตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมัน WTI และน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ต่างก็พุ่งขึ้นกว่า 9% ซึ่งทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ รวมทั้งความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
เฟดมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น
กระแสคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดมีน้ำหนักมากขึ้น หลังจากคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟดให้ความเห็นว่า เฟดไม่ควรซ้ำรอยความผิดพลาดเหมือนในช่วงปี 2564-2565 ซึ่งขณะนั้นเฟดรอนานเกินไปก่อนจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี S&P500 โดยร่วงลง 2.07% ตามด้วยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวลง 1% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 3.16% ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ
หุ้นกลุ่มชิปถูกเทขายออกมาอย่างหนัก โดยหุ้น Micron Technology ร่วงลง 3.6%, หุ้น Sandisk ดิ่งลง 12.6% ขณะที่หุ้น Seagate Technology ร่วงลง 5.4%, หุ้น Advanced Micro Devices (AMD) ร่วงลง 4.2% และหุ้น Intel ร่วงลง 5.5%
นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของเควิน วอร์ช ประธานเฟด เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ โดยวอร์ชมีกำหนดกล่าวแถลงการณ์รอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรในวันอังคารที่ 14 ก.ค. และจะแถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันพุธที่ 15 ก.ค.
การแถลงทั้ง 2 วันของประธานเฟดจะมีขึ้นในเวลา 10.00 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือ 21.00 น.ตามเวลาไทย
นักลงทุนรอดูการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิ.ย.ของสหรัฐฯ ในวันนี้ (14 ก.ค.) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมิ.ย.ในวันพุธที่ 15 ก.ค. เพื่อประเมินว่าสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ จะส่งผลต่อเงินเฟ้อมากเพียงใด
ขณะเดียวกันก็จับตารายงานยอดค้าปลีกเดือนมิ.ย.ในวันพฤหัสบดีที่ 16 ก.ค. เพื่อประเมินการใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ของระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ







