thansettakij
thansettakij
ดาวโจนส์ปิดตลาดร่วง 576 จุด ทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตลาดผวาสงคราม

ดาวโจนส์ปิดตลาดร่วง 576 จุด ทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตลาดผวาสงคราม

09 ก.ค. 69 | 01:08 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ค. 69 | 01:08 น.

ตลาดหุ้นสหรัฐสะเทือน ดาวโจนส์ร่วงหนักกว่า 500 จุด หล่นมาอยู่ที่ระดับ 52,348.39 จุด หลังทรัมป์ดับความหวังสันติภาพอิหร่าน นักลงทุนแห่หนีความเสี่ยง

KEY

POINTS

  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดร่วงลง 576.76 จุด เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์สงคราม
  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศสิ้นสุดข้อตกลงหยุดยิงและขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านระลอกใหม่
  • ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น และสร้างความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงในวันพุธ (8 ก.ค.) หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านได้สิ้นสุดลงแล้ว และขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านรอบใหม่ 

อย่างไรก็ตาม ดัชนี Nasdaq ปิดตลาดในแดนบวก โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มชิป ซึ่งรวมถึงหุ้น Broadcom

  • ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 52,348.39 จุด ลดลง 576.76 จุด หรือ -1.09%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,482.71 จุด ลดลง 21.14 จุด หรือ -0.28%
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,870.65 จุด เพิ่มขึ้น 51.96 จุด หรือ +0.20%

ทรัมป์ระบุในระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการนาโต ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี ในวันพุธว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านได้สิ้นสุดลงแล้ว และไม่สนใจที่จะเจรจาเพิ่มเติมกับอิหร่านอีกต่อไป 

อีกทั้งทรัมป์ยังเตือนว่าสหรัฐฯ อาจจะโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ในคืนวันพุธ คำกล่าวของทรัมป์สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และถือเป็นการดับความหวังของนักลงทุนที่เคยตั้งความหวังไว้ก่อนหน้านี้ว่าสงครามระหว่างสองประเทศจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า

ดาวโจนส์ปิดตลาดร่วง 576 จุด ทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตลาดผวาสงคราม

 

ด้านสำนักข่าว Press TV ของอิหร่านรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ และจะโจมตีเป้าหมายเป็นจำนวน 2 เท่า หากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหม่ นอกจากนี้ อิหร่านจะไม่ยอมให้มีการจัดตั้งเส้นทางเดินเรือใหม่ที่อยู่นอกเหนือจากข้อตกลงเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซตามบันทึกความเข้าใจ (MOU)

คำขู่ของทรัมป์ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น และผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางแรงเทขายเป็นวงกว้างในตลาดพันธบัตร 

น้ำมันขึ้นกระทบเงินเฟ้อ

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันทำให้ตลาดกลับมาวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ และกังวลว่าอาจทำให้แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) มีความซับซ้อนมากขึ้นด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากรายงานการประชุมประจำเดือนมิ.ย.ซึ่งระบุว่า กรรมการเฟดมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ

หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มวัสดุร่วงลง 2.5% ตามด้วยหุ้นกลุ่มการเงินร่วงลง 1.92% 

ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานทำผลงานได้ดีที่สุด โดยพุ่งขึ้น 1.45% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้น 1.44%

ดาวโจนส์ปิดตลาดร่วง 576 จุด ทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตลาดผวาสงคราม

 

หุ้น SpaceX ปรับตัวลง 0.8% ปิดที่ 148.38 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เปิดตัวซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.

หุ้น Microsoft และ Alphabet ต่างปรับตัวลงกว่า 1% ขณะที่หุ้น Meta Platforms ร่วงลง 2%

หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางซึ่งมีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน ปรับตัวลดลง โดยหุ้น United Airlines และหุ้น Delta Air Lines ต่างก็ร่วงลงกว่า 1% ขณะที่หุ้นบริษัทผู้ให้บริการเรือสำราญอย่าง Carnival ร่วงลง 3.9% และหุ้น Norwegian Cruise Line ปรับตัวลง 1.9%

Nasdaq บวกแรงหนุนการฟื้นตัวหุ้นกลุ่มผลิตชิป

อย่างไรก็ตาม ดัชนี Nasdaq ปิดในแดนบวก โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มผลิตชิป นำโดยหุ้น Broadcom พุ่งขึ้น 4.8% หลังจากบริษัท Apple ประกาศแผนการใช้จ่ายกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการจัดหาชิปที่ทั้งสองบริษัทได้ทำร่วมกันเมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้

หุ้น Nvidia พุ่งขึ้น 3.65% หลังจากสำนักข่าว The Information รายงานว่า รัฐบาลจีนมีแผนที่จะอนุญาตให้บริษัทปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) ชั้นนำของจีนสามารถซื้อชิปรุ่น H200 ของ Nvidia ในจำนวนจำกัดได้

สำหรับความเคลื่อนไหวด้านอื่นนั้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 3.0% ก่อนฟื้นตัวสู่ระดับ 3.4% ในปี 2570 โดยตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าอัตราการขยายตัว 3.5% ในปี 2568 และต่ำกว่าคาดการณ์ในเดือนเม.ย.ที่ระดับ 3.1%

รายงานของ IMF ระบุว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง แม้ได้รับแรงชดเชยบางส่วนจากการเร่งตัวของวัฏจักรเทคโนโลยีโลก อันเป็นผลจากความคืบหน้าด้าน AI และการนำ AI ไปใช้อย่างแพร่หลาย