
แกะ 3 ข้อพิรุธ 'สุภาพร พิมพงษ์' ส่อซื้อหุ้นทิพย์ TRUE 1.6 หมื่นล้าน
แกะ 3 ข้อพิรุธแบบรายงาน 246-2 ของ TRUE หลังชื่อ "สุภาพร พิมพงษ์" ซื้อหุ้นมูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท ราคา-ปริมาณ-มูลค่าไม่ตรงกับข้อมูลซื้อขายจริงในตลาดวันเดียวกัน ส่อรายงานซื้อหุ้นทิพย์
KEY
POINTS
- มีการยื่นแบบรายงาน 246-2 ว่า "สุภาพร พิมพงษ์" เข้าซื้อหุ้น TRUE มูลค่ากว่า 1.6 หมื่นล้านบาท แต่ข้อมูลขัดแย้งกับข้อมูลการซื้อขายจริงในตลาด
- พบข้อพิรุธ 3 ประการ ได้แก่ ราคาซื้อที่ 14.70 บาท สูงกว่าราคาสูงสุดของวัน, ปริมาณหุ้นที่ซื้อมากกว่าปริมาณซื้อขายทั้งตลาดเกือบ 6 เท่า และมูลค่าซื้อขายสูงกว่ามูลค่ารวมของตลาดในวันนั้น
- "สุภาพร พิมพงษ์" มีประวัติยื่นรายงานลักษณะเดียวกันในการเข้าซื้อหุ้นบริษัทใหญ่อื่นๆ มาแล้วหลายครั้ง แต่ชื่อไม่เคยปรากฏในรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่
แบบรายงาน 246-2 ของ TRUE กลายเป็นประเด็นร้อน หลังปรากฏชื่อ "สุภาพร พิมพงษ์" รายงานการได้มาหุ้นมูลค่ากว่า 1.6 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังจากหลายแหล่ง กลับพบข้อสังเกตหลายจุดที่ยังรอการคลี่คลาย
นำไปสู่คำถามสำคัญว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความผิดพลาดในการรายงาน หรือมีคำอธิบายอื่นที่นักลงทุนควรรับรู้ ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะได้รับการพิสูจน์อย่างเป็นทางการ
ย้อนดูแบบรายงาน 246-2 วันที่ 2 ก.ค. 2569
หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ของ TRUE เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมาระบุ "สุภาพร พิมพงษ์" เข้าซื้อหุ้นจำนวน 1,098,278,479 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 3.1786% เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2569
โดยทำรายการผ่านบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ UBS Group AG ในราคา 14.70 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 16,144.69 ล้านบาท ทำให้ "สุภาพร พิมพงษ์" มีสัดส่วนการถือครองหุ้น TRUE เพิ่มขึ้นเป็น 1,274,122,958 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 3.6875% จากเดิมถือหุ้นจำนวน 175,844,479 หุ้น (ไม่รวมหุ้นบุริมสิทธิ)
เทียบชนราคาหุ้นจริงวันที่ 15 มิ.ย. 2569 พบ 3 จุดไม่สอดคล้อง
หากนำราคาย้อนหลังหุ้น TRUE ในวันเดียวกัน (15 มิ.ย. 2569) มาเปรียบเทียบกับแบบ 246-2 ที่รายงาน พบว่า หุ้น TRUE เปิดที่ 14.10 บาทต่อหุ้น ราคาสูงสุด 14.20 บาทต่อหุ้น ต่ำสุด 13.80 บาทต่อหุ้น และปิดที่ 13.90 บาทต่อหุ้น ปริมาณซื้อขายรวมทั้งวันทุกรายการ 190,805,059 หุ้น มูลค่าซื้อขายรวมทั้งวัน 2,665.95 ล้านบาท จะพบจุดที่ไม่สอดคล้องกัน 3 จุด
- จุดที่ 1 ราคาซื้อสูงกว่าราคาสูงสุดของวัน
แบบรายงานระบุราคาซื้อ 14.70 บาท/หุ้น แต่ราคาสูงสุดที่ตลาดเทรดจริงในวันนั้นอยู่ที่ 14.20 บาท เท่ากับว่ารายการนี้ถูกอ้างว่าซื้อได้ในราคาที่สูงกว่าราคาสูงสุดที่มีการซื้อขายจริงตลอดทั้งวันถึง 0.50 บาท (ราว 3.5%) ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นได้ในการซื้อขายผ่านกระดานปกติ
- จุดที่ 2 ปริมาณเกินยอดเทรดทั้งตลาด
จำนวนหุ้นที่อ้างว่าซื้อ 1,098,278,479 หุ้น มากกว่าปริมาณการซื้อขายรวมทั้งตลาดในวันนั้น (190,805,059 หุ้น) ถึงประมาณ 5.75 เท่า พูดง่ายๆ คือรายการเดียวที่อ้างถึงมีขนาดใหญ่กว่าทุกรายการที่เกิดขึ้นจริงในตลาดวันนั้นรวมกันเกือบ 6 เท่า
- จุดที่ 3 มูลค่าเกินมูลค่าซื้อขายทั้งวัน
มูลค่าที่อ้าง (16,144.69 ล้านบาท) สูงกว่ามูลค่าการซื้อขายรวมทั้งตลาดในวันนั้น (2,665.95 ล้านบาท) ประมาณ 6 เท่าเช่นกัน
ประวัติการยื่นรายงานถือหุ้นรายใหญ่ 6 บริษัท
จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังของสำนักงาน ก.ล.ต. พบว่า ชื่อของ "สุภาพร พิมพงษ์" ไม่ได้เพิ่งมาปรากฏตัวกับหุ้น TRUE เป็นครั้งแรก แต่มีประวัติการยื่นเอกสารการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ในระดับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนชั้นนำถึง 6 แห่ง โดยย้อนหลังไปถึงปี 2564
วันที่ 14 ก.ย. 2564 พบรายงานการได้มาในหุ้น MAJOR กว่า 5.01% ส่งผลให้ถือหุ้นรวมกว่า 9.99% เป็นการทำรายการผ่านบริษัทหลักทรัพย์ MORGAN STANLEY
ปีต่อมาพบการเข้าซื้อหุ้น GJS รายงานการได้มา 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2565 รายงานการได้มากว่า 40.45% ส่งผลให้ถือครองกว่า 80.90% และ 2 ก.พ. 2566 รายงานการได้มาอีกครั้งราว 8.24% เป็นสัดส่วนการถือครองหลังการได้มาที่ 48.69%
ในขณะที่ปี 2566 พบว่าเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2566 มีการรายงานการได้มาของหุ้น BBL คิดเป็นสัดส่วนราว 0.0157% ส่งผลให้ภายหลังการได้มาของหุ้นจะมีสัดส่วนการถือครองกว่า 5.0122% ผ่านคัสโตเดียน Instinet
ต่อมาเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2566 รายงานการได้มาหลักทรัพย์แปลงสภาพ AAV คิดเป็นสัดส่วนราว 1.334% ส่งผลให้ถือครอง AAV คิดเป็นสัดส่วน 5.33%
เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2568 รายงานการได้มาของหุ้น KBANK คิดเป็นสัดส่วน 0.8605% ส่งผลให้ถือครองคิดเป็นสัดส่วน 5.1097% ซึ่งเป็นการทำรายการผ่านบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Australia) Limited Merrill Lynch International
เหตุใดชื่อนี้จึงไม่ปรากฏในกระดานผู้ถือหุ้นรายใหญ่
จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่าภายหลังการได้มาของหุ้นในแต่ละบริษัท และในแต่ละปี แม้จะรายงานการได้มาของหุ้นในสัดส่วนที่สูง แต่ชื่อของ "สุภาพร พิมพงษ์" กลับไม่ติดอันดับในกระดานผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่เปิดเผยข้อมูลผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ เลย
คำถามที่ยังรอคำตอบจากหน่วยงานกำกับดูแล
หนึ่งในคณะกรรมการก.ล.ต. เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ทาง ก.ล.ต. ยังไม่ได้รายงานข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวให้คณะกรรมการรับทราบ เมื่อสอบถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องก็บอกว่าได้ออกแถลงกรณ์ไปแล้ว แต่จากการตรวจสอบข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการพบว่า มีบุคคลที่ชื่อ "สุภาพร พิมพงษ์" ซ้ำกัน 3 คน
ส่วนกรณีการรายงานหุ้นแบบ 246-2 หุ้นว่าได้เข้าไปซื้อหุ้น TRUE กว่า 7% เข้าใจว่าเป็นการ “ตั้งใจยื่นป่วนตลาด แต่ไม่ได้มีการซื้อจริง” ที่ผ่านมาก็มีกรณีแบบนี้ก็เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เข้าใจว่า ก.ล.ต. ปล่อยให้เกิดขึ้นบ่อยๆได้อย่างไร เพราะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี่เคยเกิดขึ้นที่ สหรัฐฯ ปี ค.ศ. 2015 ที่ บริษัท PTGC ผ่านระบบ EDGAR ยื่น ไฟลลิ่ง ซื้อหุ้น Avon ที่ไม่เกิดขึ้นจริง โดยมีนายทุนอยู่ข้างหลัง เพื่อ dump position หลังจากราคาขึ้นไปหลายเท่าตัว
เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะพบว่ามีคำถามหลายข้อที่ยังรอคำตอบ ทั้งที่มาของรายการซื้อขาย ความสอดคล้องของข้อมูลในแบบรายงาน 246-2 กับข้อมูลการซื้อขายในตลาด รวมถึงเหตุใดชื่อผู้รายงานการถือครองจึงไม่ปรากฏในบัญชีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แม้จะมีประวัติการรายงานในลักษณะใกล้เคียงกันกับหลายบริษัทจดทะเบียนตลอดหลายปีที่ผ่านมา
คำถามเหล่านี้เป็นประเด็นที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม เพราะความโปร่งใสของตลาดทุนไม่ได้วัดจากการมีข้อมูลเปิดเผยเพียงอย่างเดียว หากวัดจากความถูกต้อง ความครบถ้วน และความสามารถในการตรวจสอบได้ของข้อมูลด้วยเช่นกัน และนั่นคือเหตุผลที่ทุกสายตายังคงจับตาผลการตรวจสอบและคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด







