
แกะรอย “สุภาพร พิมพงษ์” บุคคลปริศนาซื้อหุ้น TRUE ผ่าน UBS มูลค่า 1.6 หมื่นล้าน
ตลาดทุนจับตาชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์” หลังแบบรายงาน 246-2 ของ ก.ล.ต. ระบุเข้าซื้อหุ้น TRUE กว่า 1,098 ล้านหุ้น ผ่าน UBS Group AG ดันถือหุ้นเพิ่มเป็น 3.68% มูลค่ากว่า 16,563 ล้านบาท ขณะที่ข้อมูลอีกชุดระบุสัดส่วนถือครองหลังรายการอาจขยับแตะ 7.0992% แต่ยังมีสถานะเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ต้องรอความชัดเจน
KEY
POINTS
- สุภาพร พิมพงษ์ บุคคลที่ไม่เป็นที่รู้จักในแวดวงตลาดทุน เข้าซื้อหุ้น TRUE จำนวนมหาศาลผ่านบริษัทหลักทรัพย์ UBS
- มูลค่าการลงทุนสูงถึงประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ทำให้สัดส่วนการถือครองหุ้นรวมอาจสูงกว่า 7% และกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่
- ธุรกรรมดังกล่าวสร้างคำถามถึงที่มาของเงินลงทุน และเกิดข้อสงสัยว่าอาจเป็นการถือหุ้นในลักษณะตัวแทน (Nominee) ให้กับบุคคลอื่น
ความเคลื่อนไหวของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE กลายเป็นประเด็นที่ตลาดทุนต้องจับตาอีกครั้ง หลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เปิดเผยแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ หรือแบบ 246-2 ปรากฏชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์” เข้าซื้อหุ้น TRUE จำนวนมากผ่านบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ UBS Group AG
ข้อมูลที่เปิดเผยระบุว่า “สุภาพร พิมพงษ์” เข้าซื้อหุ้น TRUE จำนวน 1,098,278,479 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 3.17% โดยทำรายการผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่าน UBS Group AG ส่งผลให้จำนวนหุ้นที่ถือเพิ่มขึ้นเป็น 1,274,122,958 หุ้น หรือ 3.68% จากเดิมที่ถืออยู่ 175,844,479 หุ้น ไม่รวมหุ้นบุริมสิทธิ
หากอ้างอิงราคาปิดหุ้น TRUE ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 มูลค่าการถือครองดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 16,563 ล้านบาท
ตัวเลขระดับนี้ทำให้ดีล TRUE ไม่ใช่เพียงรายการซื้อขายหุ้นตามปกติ เพราะผู้ซื้อเป็นบุคคลธรรมดาที่ชื่อยังไม่คุ้นในแวดวงตลาดทุน แต่กลับถือหุ้นบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ของประเทศในมูลค่าระดับหมื่นล้านบาท
ชื่อใหม่ พอร์ตใหญ่ผิดสังเกต
สิ่งที่ทำให้ชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์” ถูกจับตา ไม่ได้อยู่ที่จำนวนหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ขนาดพอร์ตเมื่อเทียบกับข้อมูลสาธารณะที่ยังมีจำกัด
ในตลาดทุน นักลงทุนรายใหญ่ที่ถือหุ้นระดับหมื่นล้านบาทมักมีร่องรอยให้ติดตามได้ ไม่ว่าจะเป็นประวัติการลงทุน ธุรกิจครอบครัว เครือข่ายบริษัท หรือบทบาทในตลาดทุน แต่กรณีนี้ ชื่อของผู้ถือหุ้นรายดังกล่าวยังไม่ปรากฏข้อมูลมากพอที่จะอธิบายที่มาของดีลขนาดใหญ่ได้ชัดเจน
นี่คือจุดที่ทำให้ดีลหุ้น TRUE กลายเป็นข่าวเชิงตรวจสอบ มากกว่าข่าวซื้อขายหุ้นทั่วไป เพราะคำถามไม่ได้หยุดอยู่แค่ว่า “ซื้อหุ้นจำนวนเท่าใด” แต่ขยับไปถึง “เงินลงทุนมาจากไหน” และ “ถือหุ้นในนามตนเองหรือไม่”
ตัวเลขอีกชุดชี้ถือทะลุ 7%
เมื่อตรวจไล่ข้อมูลในแบบรายงาน 246-2 ชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์” ไม่ได้มีน้ำหนักเพียงจากรายการซื้อหุ้นกว่า 1,098 ล้านหุ้นเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลอีกชุดที่ระบุว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 มีการได้มาซึ่งหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของ TRUE รวม 2,159.23 ล้านหน่วย หรือ 3.2174% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด ผ่าน UBS Group AG
ภายหลังรายการดังกล่าว จำนวนหุ้นที่ถือครองเพิ่มขึ้นเป็น 3,500.47 ล้านหน่วย หรือ 7.0992% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด จากเดิม 1,341.24 ล้านหน่วย หรือ 3.8817%
ราคาสูงสุดที่ผู้มีหน้าที่รายงาน หรือบุคคลในกลุ่ม ได้มาซึ่งหลักทรัพย์ TRUE ในช่วง 90 วันก่อนหน้าการยื่นรายงาน อยู่ที่ 14.70 บาทต่อหน่วย
เมื่อเทียบกับโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ TRUE สัดส่วนระดับกว่า 7% ถือว่าไม่เล็ก เพราะมากพอที่จะทำให้ชื่อผู้ถือหุ้นรายนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัททันที
UBS รอยต่อสำคัญของดีล
อีกจุดที่ทำให้ธุรกรรมนี้น่าสนใจ คือการทำรายการผ่าน UBS Group AG ซึ่งเป็นสถาบันการเงินต่างประเทศขนาดใหญ่
โดยปกติ การซื้อขายหุ้นผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศไม่ใช่เรื่องผิดปกติ โดยเฉพาะธุรกรรมขนาดใหญ่ แต่เมื่อประกอบกับชื่อผู้ซื้อที่ยังมีข้อมูลสาธารณะจำกัด และมูลค่าการถือครองที่สูงระดับหมื่นล้านบาท ดีลนี้จึงมีคำถามเชิงโครงสร้างตามมา
- คำถามแรก คือ “สุภาพร พิมพงษ์” เป็นนักลงทุนบุคคลที่ใช้เงินของตนเองเข้าลงทุนหรือไม่
- คำถามที่สอง คือ การถือหุ้นครั้งนี้มีผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงอยู่เบื้องหลังหรือไม่
- คำถามที่สาม คือ ดีลนี้เป็นเพียงการลงทุนเพื่อผลตอบแทน หรือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดวางโครงสร้างผู้ถือหุ้น TRUE ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นการถือหุ้นแทน หรือ นอมินี ยังเป็นเพียงข้อสังเกตจากการอ่านโครงสร้างธุรกรรมและขนาดรายการเท่านั้น ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า “สุภาพร พิมพงษ์” ถือหุ้นแทนบุคคลหรือกลุ่มทุนใด
ทั้งนี้ ฐานเศรษฐกิจ" ตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ไม่พบชื่อ "สุภาพร พิมพงษ์" ประกอบธุรกิจหรือถือหุ้นในบริษัทใดๆ
ดีลนี้บอกอะไรกับ TRUE
ประเด็นสำคัญของดีลนี้ไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า “ซื้อหุ้นกี่หุ้น” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การอ่านความหมายของธุรกรรมว่า การเข้ามาถือหุ้น TRUE ในระดับนี้สะท้อนเพียงการลงทุนส่วนบุคคล หรือเป็นการขยับของโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่มีความหมายมากกว่าตัวเลขบนแบบรายงาน
หาก “สุภาพร พิมพงษ์” เป็นนักลงทุนส่วนบุคคลจริง นี่คือการลงทุนขนาดใหญ่ที่ไม่ธรรมดาในหุ้นโทรคมนาคมไทย
แต่หากดีลนี้มีโครงสร้างอื่นอยู่เบื้องหลัง คำถามจะขยับจากตัวบุคคลไปสู่เรื่องความโปร่งใสของผู้ถือประโยชน์ที่แท้จริงในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่
ปมที่ต้องตามต่อ
สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ คือ แบบรายงาน 246-2 ฉบับสมบูรณ์จะยืนยันตัวเลขสุดท้ายอย่างไร จำนวนหุ้นที่ถือครองจริงอยู่ในระดับใด และจะมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินลงทุน หรือวัตถุประสงค์ในการถือหุ้นหรือไม่
ดีลหุ้น TRUE ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ข่าวบุคคลธรรมดาซื้อหุ้นใหญ่ แต่เป็นกรณีที่สะท้อนคำถามสำคัญของตลาดทุนไทยว่า เมื่อมีผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาด้วยมูลค่าหมื่นล้านบาท ตลาดควรรู้ได้มากน้อยเพียงใดว่าใครคือเจ้าของอำนาจและผู้รับประโยชน์ตัวจริงหลังธุรกรรมนั้น







