
'เอกนิติ' สั่ง ก.ล.ต. เร่งคลี่ปม 'สุภาพร พิมพ์พงษ์' ผู้ถือหุ้นปริศนา TRUE
รองนายกฯและ รมว.คลัง สั่ง ก.ล.ต. เร่งตรวจสอบกรณี 'สุภาพร พิมพ์พงษ์' ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หลายบริษัท ย้ำต้องสร้างความโปร่งใส หวั่นกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนและตลาดทุนไทย
KEY
POINTS
- นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง สั่งการให้ ก.ล.ต. เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี น.ส.สุภาพร พิมพ์พงษ์ ที่ปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในหลายบริษัท รวมถึง TRUE
- การตรวจสอบมีเป้าหมายเพื่อสร้างความโปร่งใสและรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อตลาดทุนไทย หลังกรณีดังกล่าวสร้างข้อสงสัยในวงกว้าง
- ปัญหาเกิดจากความไม่ชัดเจนและความคลาดเคลื่อนของข้อมูลในแบบรายงานการถือหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ซึ่งบริษัทจดทะเบียนบางแห่งได้ตั้งข้อสังเกต
"เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งการเลขาธิการ ก.ล.ต. เร่งตรวจสอบกรณี "สุภาพร พิมพ์พงษ์" ผู้แจ้งถือหุ้นรายใหญ่หลายบริษัทในตลาดหุ้นไทย พร้อมย้ำต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสและเปิดเผยข้อเท็จจริงโดยเร็ว เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย
ก่อนหน้านี้ กรณีการแจ้งแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ของนางสาวสุภาพร พิมพ์พงษ์ ซึ่งปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งในตลาดหลักทรัพย์ ได้สร้างกระแสตั้งข้อสังเกตในวงกว้าง และก่อให้เกิดคำถามถึงความถูกต้องของข้อมูลที่ปรากฏ รวมถึงประสิทธิภาพของระบบการเปิดเผยข้อมูลในตลาดทุน
ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ได้กำชับให้เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เร่งติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการให้เกิดความโปร่งใสโดยเร็วที่สุด
นายเอกนิติ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และยังสะท้อนถึงความน่าเชื่อถือของระบบกำกับดูแลตลาดทุนและการปฏิบัติหน้าที่ของ ก.ล.ต. ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงให้เกิดความชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยหรือส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนไทย
"ได้กำชับเลขาธิการ ก.ล.ต. ให้เร่งดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้ และต้องทำให้เกิดความโปร่งใส เพราะเป็นเรื่องที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงกระทบต่อการทำหน้าที่ของ ก.ล.ต. ด้วย" นายเอกนิติ กล่าว
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ บริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง อาทิ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (TRUE) และบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (MAJOR) ได้ออกหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ข้อมูลในแบบรายงาน 246-2 ที่ปรากฏชื่อผู้ถือหุ้นรายดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่ยังอยู่ระหว่างการสอบทานของ ก.ล.ต. พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความคลาดเคลื่อนของข้อมูล โดยเฉพาะกรณีการระบุการถือหุ้นบุริมสิทธิ ซึ่งบริษัทระบุว่าไม่มีหุ้นประเภทดังกล่าวคงเหลืออยู่แล้ว
ด้านสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึกเกี่ยวกับข้อมูลการรายงานแบบ 246-2 และจะดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด เพื่อสร้างความชัดเจนและรักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในตลาดทุนไทย







