
ทองคำแซงพันธบัตรสหรัฐฯ Tether ลุ้นขึ้นแท่นผู้ถือทองรายใหญ่
ผลสำรวจทุนสำรองทองคำปี 2026 ชี้ทองคำมีสัดส่วนในทุนสำรองโลกแซงหน้าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่ Tether เดินหน้าสะสมทองคำแท่ง ขยายการลงทุนตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมทองคำ
KEY
POINTS
- สัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลกได้เพิ่มขึ้นแซงหน้าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เนื่องจากธนาคารกลางหลายประเทศลดความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ที่อิงกับระบบการเงินตะวันตก
- Tether ซึ่งเป็นผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ ได้นำผลกำไรมหาศาลจากดอกเบี้ยมาใช้ในการเข้าซื้อและสะสมทองคำแท่งอย่างต่อเนื่อง
- แบบจำลองคาดการณ์ว่า Tether มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลกภายในปี 2030 โดยอาจมีทองคำสะสมในระดับที่เทียบเท่ากับทุนสำรองของประเทศขนาดใหญ่
ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระดับมหภาคในระบบการเงินโลกกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยมีสาเหตุสำคัญจากการเปลี่ยนผ่านความเชื่อมั่นของธนาคารกลางและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasuries) ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์สำรองที่ได้รับความนิยมสูงสุด และเป็นเสาหลักของระบบการเงินโลก
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2022 เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตกตัดสินใจอายัดทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางรัสเซียมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มาตรการดังกล่าวทำให้หลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเกิดใหม่และประเทศที่ไม่ได้อยู่ในขั้วอำนาจตะวันตก ตระหนักถึงความเสี่ยงเชิงอธิปไตย ความเสี่ยงจากการถูกยึดทรัพย์สิน และความเสี่ยงด้านคู่สัญญาจากการถือครองสินทรัพย์ตราสารหนี้ที่อิงกับระบบการเงินของชาติตะวันตก
ทองคำแซงพันธบัตรสหรัฐฯ ในโครงสร้างทุนสำรองโลก
ผลสำรวจทุนสำรองทองคำของธนาคารกลางประจำปี 2026 โดยสภาทองคำโลก (World Gold Council) และรายงานวิเคราะห์ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุว่า โครงสร้างทุนสำรองระหว่างประเทศของโลกได้ก้าวผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงปลายปี 2025 สัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 27% แซงหน้าสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งลดลงเหลือ 22%
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากปัจจัยร่วม 2 ด้าน ได้แก่ มูลค่าตามบัญชีของทองคำเพิ่มขึ้นอย่างมากจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลกธนาคารกลางหลายประเทศทยอยลดการถือครองสินทรัพย์สกุลดอลลาร์สหรัฐ และย้ายเงินทุนเข้าสู่ทองคำแท่ง ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงด้านคู่สัญญา
Tether กับบทบาทใหม่ในระบบการเงินโลก
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว Tether Holdings Limited ผู้จำหน่ายเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีประเภท Stablecoin ตราสารหนี้ดอลลาร์สหรัฐ (USDT) รายใหญ่ที่สุดของโลก ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดการเงินทั้งสองด้าน
ด้านหนึ่ง Tether เป็นผู้สนับสนุนและผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก เพื่อนำมาใช้เป็นสินทรัพย์หนุนหลังการหมุนเวียนของเหรียญ USDT
อีกด้านหนึ่ง บริษัทกำลังนำผลกำไรมหาศาลที่ได้รับจากดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ไปลงทุนในทองคำแท่งทางกายภาพอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Tether มีพอร์ตการถือครองทองคำที่สามารถเปรียบเทียบได้กับทุนสำรองของธนาคารกลางขนาดกลางและขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วโลก
เปรียบเทียบตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และตลาดทองคำโลก
ข้อมูลประเมินในช่วงปี 2025-2026 สะท้อนให้เห็นว่า แม้ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และตลาดทองคำโลกจะมีมูลค่ารวมใกล้เคียงกัน แต่ทั้งสองตลาดมีโครงสร้าง สภาพคล่อง และปัจจัยความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ตลาดหนี้สาธารณะสหรัฐฯ มีมูลค่าตลาดรวม 30.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดจากยอดตราสารหนี้คงค้าง ณ เดือนพฤษภาคม 2026 ขณะที่ตลาดทองคำโลกมีมูลค่ารวมประมาณ 31 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปริมาณทองคำเหนือพื้นดินราว 220,000 ตัน
เมื่อพิจารณาเฉพาะขนาดการลงทุนที่แท้จริง (Investable Size) ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีมูลค่าประมาณ 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นหนี้ที่ถือครองโดยสาธารณชน ส่วนตลาดทองคำมีมูลค่าการลงทุนที่แท้จริงประมาณ 15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมทองคำแท่ง เหรียญกษาปณ์ และกองทุน ETF
ด้านสภาพคล่อง ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันประมาณ 1.24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าตลาดทองคำโลกซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยประมาณ 361,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในด้านอุปทาน ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในอัตรา 7.7-8.1% ต่อปี ตามการขาดดุลการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่อุปทานทองคำเพิ่มขึ้นอย่างจำกัดและค่อนข้างสม่ำเสมอที่ประมาณ 1.8% ต่อปี จากผลผลิตของเหมืองแร่
สำหรับความเสี่ยงเชิงนโยบายและการเมือง ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังเผชิญความผันผวนจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดทางกฎหมาย ขณะที่ทองคำทางกายภาพไม่มีความเสี่ยงด้านอำนาจอธิปไตย เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
ส่วนกลไกการสร้างผลตอบแทนก็แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนคงที่ ซึ่งในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 5% ขณะที่ทองคำไม่มีผลตอบแทนในตัวเอง ผู้ถือครองจะได้รับผลตอบแทนจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำหรือการปล่อยเช่าทองคำเท่านั้น
โมเดลธุรกิจของ Tether เครื่องยนต์สร้างกำไรจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
โมเดลธุรกิจของ Tether ถูกเสนอว่าเป็นหนึ่งในกลไกการทำกำไรที่มีประสิทธิภาพสูงของสถาบันการเงินภาคเอกชน โดยบริษัทรับฝากเงินดอลลาร์สหรัฐจากผู้ใช้งานที่ต้องการเหรียญดิจิทัล USDT เพื่อใช้ทำธุรกรรมในระบบนิเวศคริปโทเคอร์เรนซีและการโอนเงินระหว่างประเทศ
ผู้ถือครองเหรียญ USDT จะไม่ได้รับดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจาก Tether ขณะที่บริษัทจะนำสินทรัพย์ที่ได้รับฝากไปบริหารในพอร์ตการลงทุนที่มีสภาพคล่องสูง โดยให้น้ำหนักกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นและสัญญารับซื้อคืนพันธบัตรระยะสั้นแบบข้ามคืน (Overnight Reverse Repurchase Agreements) ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 5% ต่อปี
งบดุล Tether แตะเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายงานการตรวจสอบทรัพย์สินหนุนหลัง (Attestation Report) ล่าสุด ณ ไตรมาสแรกของปี 2026 ระบุว่า Tether มีสินทรัพย์รวมประมาณ 191,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่หนี้สินรวมซึ่งเป็นมูลค่าเหรียญ USDT ที่หมุนเวียนในระบบอยู่ที่ 183,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนต่างดังกล่าวทำให้บริษัทมีเงินทุนสำรองส่วนเกิน (Excess Reserves) หรือส่วนทุนของเจ้าของสะสมในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 8,230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เงินทุนสำรองส่วนเกินนี้ทำหน้าที่เป็นกันชนด้านความปลอดภัยของระบบ พร้อมเปิดโอกาสให้บริษัทนำผลกำไรที่เกิดขึ้นจริงไปลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่นได้ โดยไม่กระทบต่อภาระผูกพันในการไถ่ถอนเหรียญ USDT เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ
โครงสร้างสินทรัพย์สำรองของ Tether
ข้อมูลวันที่ 31 มีนาคม 2026 ระบุว่า เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดยังคงเป็นสินทรัพย์หลักของ Tether โดยมีมูลค่าประมาณ 141,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 73.64% ของพอร์ตสำรองทั้งหมด ภายในกลุ่มสินทรัพย์นี้ประกอบด้วยการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นโดยตรงประมาณ 82.87% สัญญา Reverse Repo แบบข้ามคืนประมาณ 13.69% สัญญา Reverse Repo ระยะสั้นประมาณ 3.36% และเงินฝากธนาคารประมาณ 0.08%
สินทรัพย์ประเภทโลหะมีค่า ซึ่งเป็นทองคำแท่งทางกายภาพ มีมูลค่าประมาณ 19,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 10.34% ของพอร์ตสำรอง โดยบริษัทระบุว่าเป็นทองคำแท่งมาตรฐาน LBMA ที่จัดเก็บภายในคลังนิรภัยในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงสินทรัพย์ทองคำที่อยู่ระหว่างรอการส่งมอบเพื่อการชำระบัญชี
นอกจากนี้ Tether ยังถือครองสินเชื่อที่มีหลักประกัน (Secured Loans) มูลค่าประมาณ 15,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 8.25% ของพอร์ตสำรอง ซึ่งเป็นสินเชื่อแก่พันธมิตรที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัท และมีสินทรัพย์สภาพคล่องสูงเป็นหลักประกันตามมาตรฐาน IFRS 9
บริษัทถือครองเหรียญบิตคอยน์มูลค่าประมาณ 6,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 3.45% ของพอร์ตสำรอง โดยจัดเก็บผ่านระบบกระเป๋าเงินดิจิทัลที่บริษัทถือครองกุญแจส่วนตัว (Private Keys) โดยตรง
ส่วนการลงทุนอื่น ๆ และหุ้นกู้ภาคเอกชนมีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.54% ของพอร์ตสำรอง เป็นการลงทุนผ่าน Tether Global Investment Fund SICAF S.A และหุ้นกู้ระยะสั้นที่มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 90 วัน
ขณะที่การถือหุ้นและสิทธิประโยชน์ในบริษัทจดทะเบียนมีมูลค่าประมาณ 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1.78% ของพอร์ตสำรอง ครอบคลุมการลงทุนในบริษัทด้านเทคโนโลยี เหมืองแร่ พลังงานทดแทน และโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์
แยกโครงสร้างพอร์ตทองคำของ Tether
การถือครองทองคำของ Tether จำเป็นต้องแยกโครงสร้างสินทรัพย์ออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน เนื่องจากทองคำที่บริษัทถือครองไม่ได้มีวัตถุประสงค์เดียวกันทั้งหมด
ส่วนแรกคือหลักประกันของโทเคน Tether Gold (XAUT) ซึ่งเป็นเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีประเภท Commodity-Backed Token ที่เปิดโอกาสให้ผู้ถือครองเป็นเจ้าของสิทธิในทองคำแท่งทางกายภาพในสัดส่วน 1 ออนซ์ต่อ 1 เหรียญ XAUT โดยมีทองคำแท่งจริงหนุนหลังแบบ 1:1 และจัดเก็บไว้ในคลังนิรภัยในประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ไตรมาสแรกของปี 2026 ทองคำที่ใช้เป็นหลักประกันของ XAUT มีปริมาณรวม 707,747.139 ออนซ์ หรือคิดเป็นประมาณ 22 ตัน มีมูลค่าทางการตลาดราว 3,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อีกส่วนหนึ่งคือพอร์ตทองคำสำรองของบริษัท (Corporate Physical Gold Reserves) ซึ่งเป็นทองคำแท่งทางกายภาพที่ Tether เข้าซื้อโดยตรงจากกำไรสุทธิของบริษัท เพื่อนำมาใช้เป็นสินทรัพย์หนุนหลังเสริมในส่วนทุนสำรองส่วนเกิน (Excess Reserves) ของเหรียญ USDT
พอร์ตทองคำส่วนนี้มีขนาดประมาณ 140 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมราว 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ช่วงกลางปี 2026 การสะสมทองคำในระดับดังกล่าวทำให้ Tether ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดทองคำโลกที่มีอำนาจซื้อในระดับใกล้เคียงกับธนาคารกลางหลายแห่ง
Tether ขยายอิทธิพลผ่านห่วงโซ่มูลค่าทองคำ
กลยุทธ์ของ Tether ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเข้าซื้อทองคำแท่งในตลาดซื้อขายทันที (Spot Market) เท่านั้น แต่ยังขยายการลงทุนครอบคลุมตลอดห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมทองคำ ผ่านแนวทางบูรณาการในแนวดิ่ง (Vertical Integration) ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ
ในช่วงต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน บริษัทเข้าซื้อหุ้น 34% ใน Elemental Altus Royalties บริษัทบริหารจัดการค่าสิทธิการผลิตทองคำและทองแดงที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของแคนาดา ด้วยมูลค่า 122 ล้านดอลลาร์แคนาดา พร้อมได้รับสิทธิในการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมอีก 14% มูลค่า 53 หม่ืนล้านดอลลาร์แคนาดา ซึ่งหากใช้สิทธิครบถ้วน สัดส่วนการถือหุ้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 48%
นอกจากนี้ Tether ยังเข้าลงทุนใน Gold Royalty Corp เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกระแสเงินสดจากเหมืองแร่ที่อยู่ระหว่างการผลิต
การเลือกลงทุนผ่านรูปแบบค่าสิทธิการทำเหมือง (Mining Royalties) ทำให้บริษัทได้รับกระแสเงินสดที่อ้างอิงจากรายได้รวมของเหมือง ไม่ใช่กำไรสุทธิ ส่งผลให้รายได้จากค่าสิทธิยังคงมีความต่อเนื่อง แม้ต้นทุนการดำเนินงานของเหมืองจะเพิ่มสูงขึ้นหรืออัตรากำไรของผู้ประกอบการจะลดลง
ลงทุน Gold.com พร้อมตั้งวงเงินปล่อยเช่าทองคำ
ในช่วงกลางน้ำและปลายน้ำของห่วงโซ่มูลค่า Tether ได้ทำข้อตกลงร่วมลงทุนเชิงกลยุทธ์กับ Gold.com Incorporated ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายโลหะมีค่า สินค้าสะสม และเหรียญสะสม (Numismatic Coins) ด้วยมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว Tether จะได้รับสิทธิในการเสนอชื่อกรรมการเข้าสู่คณะกรรมการบริหารของ Gold.com พร้อมจัดตั้งวงเงินให้เช่าทองคำ (Gold Leasing Facility) มูลค่าไม่น้อยกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการบริหารสภาพคล่องของทองคำทางกายภาพ
ขณะเดียวกัน Gold.com จะนำเงินจำนวน 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐกลับมาลงทุนในเหรียญ XAUT เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องของระบบสินทรัพย์ดิจิทัลที่อ้างอิงทองคำ
ดึงผู้เชี่ยวชาญจาก HSBC ยกระดับการบริหารพอร์ตทองคำ
นอกเหนือจากการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทองคำแล้ว Tether ยังดึงบุคลากรระดับสูงที่มีประสบการณ์ด้านการค้าโลหะมีค่าจาก HSBC เข้ามาร่วมงาน เพื่อยกระดับการบริหารพอร์ตทองคำของบริษัทให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
การเสริมทีมงานด้านการค้าทองคำสะท้อนให้เห็นว่า Tether มีเป้าหมายในการใช้พอร์ตทองคำประมาณ 140 ตันให้เกิดประโยชน์มากกว่าการถือครองเพื่อเก็บรักษามูลค่า โดยมีแผนนำทองคำดังกล่าวไปใช้ดำเนินกลยุทธ์การเก็งกำไรและทำกำไรจากส่วนต่างราคา (Arbitrage) ในตลาดซื้อขายทั่วโลก
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในตัวเอง ให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน ผ่านการบริหารจัดการเชิงรุกของบริษัท
ประเมินโอกาส Tether ก้าวขึ้นเป็นผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ภายในปี 2030
แบบจำลองคาดการณ์ทางคณิตศาสตร์ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ที่ Tether จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลกในกลุ่มธนาคารกลางและหน่วยงานระดับชาติภายในปี 2030 โดยอ้างอิงจากอัตราการเข้าซื้อทองคำแท่งในปัจจุบันที่ระดับ 1-2 ตันต่อสัปดาห์
การคำนวณอ้างอิงจากสมมติฐานร่วม ได้แก่ ระยะเวลาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2026 จนถึงสิ้นปี 2030 และปริมาณทองคำเริ่มต้น ณ ช่วงกลางปี 2026 ที่ประมาณ 140 ตัน ก่อนจำลองผลลัพธ์ออกเป็น 3 สถานการณ์ ได้แก่ แบบอนุรักษนิยม (Conservative Scenario) แบบอัตราเติบโตคงที่ (Moderate Scenario) และแบบเชิงรุก (Aggressive Scenario)
ภายใต้สถานการณ์แบบอนุรักษนิยม สมมติให้เศรษฐกิจชะลอตัว ผลกำไรของ Tether ลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลให้บริษัทลดความเร็วในการเข้าซื้อทองคำลงสู่ระดับต่ำสุด
ส่วนสถานการณ์แบบอัตราเติบโตคงที่ สมมติให้ความต้องการเหรียญ USDT ในตลาดเกิดใหม่และระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Tether สามารถรักษาอัตราการสะสมทองคำเฉลี่ยไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ
ขณะที่สถานการณ์เชิงรุก สมมติให้บริษัทเดินหน้าสะสมสินทรัพย์ทางกายภาพอย่างเต็มกำลัง เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และสามารถรักษาระดับการเข้าซื้อทองคำแท่งในอัตราสูงสุดอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาของการคาดการณ์
หากเป็นไปตามแบบจำลอง Tether อาจขยับขึ้นใกล้กลุ่มประเทศผู้ถือครองทองคำรายใหญ่
ผลการคาดการณ์ระบุว่า หากดำเนินไปตามสถานการณ์เชิงรุก Tether อาจมีทองคำสะสมประมาณ 608 ตันภายในปี 2030 ซึ่งจะทำให้บริษัทขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 12 ของโลก หากเปรียบเทียบกับประเทศและสถาบันที่ถือครองทองคำสำรองรายใหญ่ โดยมีปริมาณคิดเป็นประมาณ 7.47% ของปริมาณทองคำสำรองของสหรัฐอเมริกา
ภายใต้สถานการณ์อัตราเติบโตคงที่ Tether จะมีทองคำประมาณ 491 ตัน คิดเป็น 6.04% ของปริมาณทองคำสำรองของสหรัฐฯ และอยู่ในอันดับที่ 14 ของโลก
ส่วนสถานการณ์แบบอนุรักษนิยม บริษัทจะถือครองทองคำประมาณ 374 ตัน หรือคิดเป็น 4.60% ของทองคำสำรองของสหรัฐฯ ซึ่งจะอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลก
สำหรับการเปรียบเทียบกับประเทศและสถาบันที่ถือครองทองคำรายใหญ่ สหรัฐอเมริกายังคงครองอันดับหนึ่งด้วยทองคำสำรอง 8,133.5 ตัน รองลงมาคือเยอรมนี 3,350 ตัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) 2,814.1 ตัน และสาธารณรัฐประชาชนจีน 2,313 ตัน ขณะที่โปแลนด์ตั้งเป้าหมายเพิ่มทุนสำรองทองคำเป็น 700 ตันในช่วงปี 2026-2030 ส่วนประเทศตุรกีถือครองทองคำ 535 ตัน โปรตุเกส 383 ตัน และอุซเบกิสถาน 416 ตัน
กฎหมายใหม่อาจเป็นข้อจำกัดต่อการขยายพอร์ตทองคำของ Tether
รายงานระบุว่า การก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจด้านทองคำภายในปี 2030 ยังต้องเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบกฎหมายและระบบการเงินโลก ซึ่งอาจกลายเป็นขีดจำกัดสำคัญของการขยายตัว
ข้อจำกัดประการแรกมาจากร่างกฎหมาย GENIUS Act ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งผ่านการพิจารณาในช่วงปี 2025/2026 และเริ่มมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในช่วงปี 2026-2027 โดยกำหนดกรอบกำกับดูแลผู้ให้บริการ Stablecoin ที่อ้างอิงเงินดอลลาร์สหรัฐอย่างเข้มงวด
กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้สินทรัพย์ที่สามารถใช้เป็นหลักประกันของ Stablecoin ได้ ต้องจำกัดอยู่เพียงเงินสดที่ฝากไว้ในธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับการค้ำประกันจาก FDIC พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นอายุไม่เกิน 90 วัน สัญญาซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และกองทุนรวมตลาดเงินของรัฐบาลเท่านั้น
ขณะเดียวกัน กฎหมายยังห้ามนำสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น ทองคำ บิตคอยน์ หุ้นกู้เอกชน หรืออสังหาริมทรัพย์ มานับรวมเป็นหลักประกันในสัดส่วน 1:1 ของ Stablecoin ส่งผลให้ Tether ต้องแยกโครงสร้างทรัพย์สินอย่างชัดเจน หากต้องการให้บริการแก่ผู้ใช้งานหรือสถาบันที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของสหรัฐอเมริกา โดยพอร์ตทองคำประมาณ 140 ตันจะไม่สามารถบันทึกเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันของ USDT ได้อีกต่อไป ซึ่งรายงานระบุว่าอาจลดความยืดหยุ่นในการบริหารเงินสำรองและส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของหลักประกัน
กฎ MiCA เพิ่มแรงกดดันต่อธุรกิจในยุโรป
นอกจากกฎหมายของสหรัฐฯ แล้ว Tether ยังเผชิญแรงกดดันจากกฎระเบียบ MiCA (Markets in Crypto-Assets) ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีการบังคับใช้อย่างเข้มงวด
รายงานระบุว่า แพลตฟอร์มการเงินและธนาคารดิจิทัลรายใหญ่ในยุโรป เช่น Revolut และ Coinbase ได้ทยอยยุติการให้บริการและเพิกถอนการเข้าถึงการซื้อขายเหรียญ USDT สำหรับผู้ใช้งานในภูมิภาคยุโรปตั้งแต่ช่วงกลางปี 2026 เนื่องจาก Tether เลือกที่จะไม่ยื่นขออนุญาตตามมาตรฐาน MiCA ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องถือเงินฝากในธนาคารยุโรปในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 30-60% ของพอร์ตหลักประกันทั้งหมด
รายงานประเมินว่า หากการเข้าถึงตลาดยุโรปถูกจำกัดอย่างถาวร อัตราการเติบโตของส่วนแบ่งตลาดและมูลค่าเหรียญ USDT ที่หมุนเวียนอาจเข้าสู่ภาวะทรงตัวหรือชะลอลง ส่งผลให้รายรับและกำไรของ Tether ลดลงในระยะยาว
โมเดลธุรกิจ Tether ยังต้องพึ่งพาระบบหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ
โครงสร้างของ Tether คือ แม้บริษัทจะเร่งสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง แต่เครื่องยนต์สร้างกำไรยังคงพึ่งพาระบบหนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกา
การที่ Tether สามารถสร้างกำไรปีละกว่าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อนำไปเข้าซื้อทองคำแท่งอย่างต่อเนื่องนั้น ยังต้องอาศัยสภาวะอัตราดอกเบี้ยของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ทรงตัวในระดับประมาณ 5% รวมถึงการออกพันธบัตรรัฐบาลใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการบริหารหนี้สาธารณะ
รายงานระบุว่า หากระบบหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ เผชิญการผิดนัดชำระหนี้ (Sovereign Default) หรือเกิดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างรวดเร็วจนใกล้ศูนย์ กระแสเงินสดหลักที่เป็นแหล่งกำไรของ Tether จะได้รับผลกระทบทันที และอาจทำให้กำลังซื้อสำหรับการสะสมทองคำลดลงก่อนที่จะบรรลุเป้าหมายตามแผนในปี 2030







