thansettakij
thansettakij
เปิดสถิติ ทองคำ vs S&P 500 เทียบผลตอบแทน เจาะจุดแข็ง-ข้อจำกัด

เปิดสถิติ ทองคำ vs S&P 500 เทียบผลตอบแทน เจาะจุดแข็ง-ข้อจำกัด

เปิดข้อมูลเปรียบเทียบทองคำและดัชนี S&P 500 ทั้งผลตอบแทน ความผันผวน ความเสี่ยง และการเคลื่อนไหวในแต่ละภาวะเศรษฐกิจ เพื่อสะท้อนจุดเด่นและข้อจำกัดของสินทรัพย์ทั้งสอง

KEY

POINTS

  • สถิติผลตอบแทนระยะยาวกว่า 55 ปีชี้ว่า ดัชนี S&P 500 (เมื่อรวมเงินปันผล) สามารถสร้างความมั่งคั่งได้สูงกว่าทองคำอย่างมีนัยสำคัญ
  • ทองคำและหุ้น S&P 500 มีความสัมพันธ์กันต่ำมาก ทำให้ทองคำเป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงได้ดี โดยมักให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ภาวะถดถอย หรือเงินเฟ้อสูง
  • แม้จะถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ข้อมูลสถิติชี้ว่าทองคำมีความผันผวนสูงและไม่ได้ต่ำกว่าหุ้นเสมอไป โดยในบางช่วงเวลาอาจมีความผันผวนสูงกว่าดัชนี S&P 500
  • ทองคำมีบทบาทสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงช่วงตลาดหุ้นปรับฐาน โดยข้อมูลพบว่าในช่วงที่ S&P 500 ปรับตัวลงแรง ทองคำมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวก

การเปรียบเทียบเชิงลึกระหว่างทองคำ (Spot Gold) และดัชนี S&P 500 ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการศึกษาการจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Asset Allocation) เนื่องจากสินทรัพย์ทั้งสองประเภทเป็นตัวแทนของแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์และการเงินที่แตกต่างกันในเชิงโครงสร้าง

ข้อมูลจาก Gold vs S&P 500: 2026 Performance Comparison & Investment Guide ระบุว่า ดัชนี S&P 500 เป็นตัวแทนของหุ้นสามัญบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ 500 แห่งของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลผลิต (Productive Asset) โดยมีการเติบโตจากการสร้างนวัตกรรม การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการสร้างกระแสเงินสดผ่านกำไรสะสมและการจ่ายเงินปันผลกลับคืนสู่ผู้ลงทุน

ส่วนทองคำเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ทางกายภาพที่มีปริมาณจำกัด ไม่มีอัตราดอกเบี้ย ไม่มีเงินปันผล และไม่มีกระแสเงินสดในตัวเอง มูลค่าของทองคำจึงขับเคลื่อนจากความหายาก อุปสงค์และอุปทานของอุตสาหกรรมเครื่องประดับ การสะสมทุนสำรองของธนาคารกลาง และบทบาทในการรักษาอำนาจซื้อเพื่อต่อต้านการเสื่อมมูลค่าของเงินตรากระดาษ

จากข้อมูลตั้งแต่ปี 1975 พบว่า ค่าทางสถิติที่ใช้วัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรของผลตอบแทนรายเดือนระหว่างดัชนี S&P 500 และทองคำมีค่าเฉลี่ยเพียง 0.0132 สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ทั้งสองแทบไม่มีความเชื่อมโยงกันในภาวะตลาดปกติ ทำให้เกิดกลไกการกระจายความเสี่ยงเมื่อนำสินทรัพย์ทั้งสองมาผสมผสานในพอร์ตการลงทุน

ผลตอบแทนย้อนหลัง 55 ปี หุ้นสหรัฐสร้างความมั่งคั่งเหนือทองคำ

ข้อมูลจากเว็บไซต์ Monetary Metals ระบุว่า ข้อมูลย้อนหลังช่วงปี 1971-2025 หรือกว่า 55 ปี แสดงให้เห็นความแตกต่างของอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (Compound Annual Growth Rate: CAGR) ระหว่างสินทรัพย์ทั้งสองอย่างมีนัยสำคัญเชิงสถิติ

หากเริ่มลงทุนด้วยเงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐในเดือนมกราคม ปี 1971 และถือครองจนถึงสิ้นปี 2025 ดัชนี S&P 500 ซึ่งรวมการนำเงินปันผลกลับมาลงทุนใหม่ มีอัตรา CAGR อยู่ที่ 11.23% ส่งผลให้เงินลงทุนเติบโตเป็น 34,850.30 ดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ทองคำ (Spot Gold) มีอัตรา CAGR อยู่ที่ 8.15% ส่งผลให้เงินลงทุน 100 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็น 7,438.05 ดอลลาร์สหรัฐ

 

ผลตอบแทนแต่ละช่วงเวลาเปลี่ยนไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ

เมื่อพิจารณาผลตอบแทนรวมแยกตามช่วงเวลา พบว่า สินทรัพย์ทั้งสองผลัดกันสร้างผลตอบแทนเหนือกว่า ตามการเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรเศรษฐกิจ

ช่วงปี  2001-2010 ทองคำให้ผลตอบแทนรวม 332% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทน -9% โดยทองคำได้รับแรงสนับสนุนจากวิกฤตฟองสบู่ดอตคอมและวิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2008

ช่วงปี 2006-2015 ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนรวม 72% สูงกว่าทองคำที่ให้ผลตอบแทน 41% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและการดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน

ในช่วงปี 2011-2020 ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนรวม 256% ขณะที่ทองคำให้ผลตอบแทน -3% จากการเติบโตของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มั่นคง

ส่วนช่วงปี 2016-2025 ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนรวม 198% สูงกว่าทองคำที่ให้ผลตอบแทน 87% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากนวัตกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับสภาพคล่องในตลาดการเงิน สอดคล้องกับ เจพีมอร์แกน (J.P. Morgan) ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี S&P 500 ณ สิ้นปี 2569 เป็น 7,800 จุด จากเดิม 7,600 จุด ปัจจัยหนุนหลักมาจากการลงทุน AI และเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังคงแข็งแกร่ง 

ผลตอบแทนระยะสั้นและระยะปานกลางปี 2026 หุ้นสหรัฐนำหน้า ขณะที่ทองคำเผชิญแรงกดดัน เมื่อพิจารณาผลตอบแทนในระยะสั้นและระยะปานกลางจนถึงปี 2026 ข้อมูลจากตลาดการเงินสะท้อนว่า ทองคำเริ่มเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ขณะที่ดัชนี S&P 500 ยังเดินหน้าสร้างจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ข้อมูล ณ กลางปี 2026 ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี (YTD) ทองคำให้ผลตอบแทน -2.33% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทน 13.87% โดยหุ้นสหรัฐได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ส่วนทองคำเผชิญแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง

ในช่วงย้อนหลัง 1 เดือน ทองคำปรับตัวลดลง 6.22% ขณะที่ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.26% โดยต้นฉบับระบุว่า ราคาทองคำได้รับผลกระทบจากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐที่ยังทรงตัวในระดับสูง

ย้อนหลัง 3 เดือน ทองคำลดลง 12.28% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับเพิ่ม 16.79% สะท้อนการเพิ่มขึ้นของความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงและการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากทองคำ

อย่างไรก็ตาม เมื่อขยายระยะเวลาการลงทุนเป็น 1 ปี ผลตอบแทนของทั้งสองสินทรัพย์กลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยทองคำให้ผลตอบแทน 26.20% ส่วนดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทน 27.01%

ในช่วงย้อนหลัง 3 ปี ทองคำให้ผลตอบแทน 102.89% สูงกว่าดัชนี S&P 500 ที่ให้ผลตอบแทน 66.55% ซึ่งต้นฉบับระบุว่าได้รับแรงสนับสนุนจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก

ขณะที่การลงทุนย้อนหลัง 5 ปี ทองคำให้ผลตอบแทน 137.56% สูงกว่าดัชนี S&P 500 ซึ่งให้ผลตอบแทน 92.57% โดยยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากบทบาทของการเป็นสินทรัพย์หลบภัยภายหลังเงินเฟ้อทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น

แต่หากพิจารณาตั้งแต่เริ่มจัดตั้งดัชนี ผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 ยังเหนือกว่าอย่างชัดเจน โดยให้ผลตอบแทนรวม 822.56% เทียบกับทองคำที่ให้ผลตอบแทน 241.62% ซึ่งเป็นผลจากการนำเงินปันผลกลับมาลงทุนใหม่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ตัวเลขผลตอบแทนในช่วงเวลาดังกล่าวอ้างอิงจากกองทุน ETF ที่ติดตามสินทรัพย์อ้างอิง และคำนวณในรูปสกุลเงินยูโร (EUR) เพื่อลดอคติจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในบางช่วงเวลา

ข้อมูลสถิติชี้ทองคำไม่ได้มีความผันผวนต่ำกว่าหุ้น

แม้นักลงทุนจำนวนมากจะมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น แต่ข้อมูลเชิงสถิติในต้นฉบับสะท้อนว่า ทองคำมีความผันผวนสูง และสามารถเผชิญการปรับฐานเป็นเวลานานไม่ต่างจากตลาดหุ้น

ข้อมูล ณ กลางปี 2026 ระบุว่า ความผันผวนย้อนหลัง 1 ปีของทองคำอยู่ที่ 23.84% สูงกว่าดัชนี S&P 500 ซึ่งอยู่ที่ 12.12% เกือบสองเท่า

สำหรับความผันผวนย้อนหลัง 3 ปี ทองคำอยู่ที่ 18.45% ขณะที่ดัชนี S&P 500 อยู่ที่ 15.55% ส่วนในช่วงย้อนหลัง 5 ปี ความผันผวนของทั้งสองสินทรัพย์อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยทองคำอยู่ที่ 17.06% และดัชนี S&P 500 อยู่ที่ 17.50%

ด้านการขาดทุนสูงสุดในรอบ 1 ปี (Max Drawdown) ทองคำปรับตัวลงสูงสุด 22.36% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลงสูงสุด 7.49%

เมื่อพิจารณาย้อนหลัง 5 ปี ทั้งสองสินทรัพย์มีระดับการปรับฐานสูงสุดใกล้เคียงกัน โดยทองคำอยู่ที่ 22.36% และดัชนี S&P 500 อยู่ที่ 22.60%

ส่วนการขาดทุนสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มต้นดัชนี ทองคำเคยปรับตัวลดลงสูงสุด 37.20% ขณะที่ดัชนี S&P 500 เคยปรับตัวลดลงสูงสุด 33.71%

อย่างไรก็ตาม หากประเมินผลตอบแทนเทียบกับระดับความเสี่ยง (Return per Risk) ในช่วง 3 ปี ทองคำมีค่าอยู่ที่ 1.44 สูงกว่าดัชนี S&P 500 ซึ่งอยู่ที่ 1.19

ส่วนต่างความผันผวนแตะระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี

สถิติปี 2026 สะท้อนความผันผวนของราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยส่วนต่างความผันผวนระหว่างทองคำกับตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี

ในเดือนพฤษภาคม 2026 ความผันผวนย้อนหลัง 180 วันของทองคำมีขนาดสูงกว่าดัชนี S&P 500 ถึง 2.3 เท่า ซึ่งเป็นช่องว่างที่กว้างที่สุดนับตั้งแต่ช่วงก่อนวิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2008

การเพิ่มขึ้นของความผันผวนดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นเวลานาน โดยเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2026 ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนเมษายนของสหรัฐออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 3.8% ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัจจัยดังกล่าวกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงจากเกือบ 4,745 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เหลือประมาณ 4,686 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ภายในวันเดียว จากแรงขายทำกำไรของนักลงทุน

ทองคำยังมีบทบาทป้องกันความเสี่ยงในช่วงตลาดหุ้นปรับฐาน

แม้ทองคำจะมีความผันผวนในบางช่วง แต่รายงานระบุว่า ทองคำมีคุณสมบัติเป็นสินทรัพย์ช่วยลดผลกระทบจากการปรับฐานของตลาดหุ้น (Equity Drawdown Insulator)

ข้อมูลจากกองทุน SPDR Gold Shares (GLD) ระหว่างเดือนมกราคม  2005 ถึงเดือนมีนาคม 2026 พบว่า ในช่วงที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงมากกว่า 15% ซึ่งเกิดขึ้นทั้งหมด 14 ครั้ง ราคาทองคำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวก 5.89% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 23.70%

นอกจากนี้ ในจำนวนเหตุการณ์ดังกล่าว ทองคำสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้ 9 ครั้ง ตัวอย่างจากข้อมูลยังระบุว่า ระหว่างการปรับฐานของตลาดหุ้นรอบหนึ่ง ดัชนี S&P 500 ลดลง 18.8% แต่กองทุนทองคำ GLD กลับให้ผลตอบแทนเป็นบวก 1.6%

ในปี 2024 หุ้นสหรัฐปรับตัวลดลง 5.4% ขณะที่ทองคำเพิ่มขึ้น 8.8% สวนทางกับตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม  รายงานระบุว่าทองคำไม่ใช่เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่ให้ผลในทุกสถานการณ์ โดยในช่วงการปรับฐานต้นปี ค.ศ. 2026 ดัชนี S&P 500 ลดลง 8.9% ขณะที่กองทุนทองคำ GLD ปรับตัวลดลงถึง 12.9% เช่นกัน สะท้อนว่า ในภาวะสภาพคล่องตึงตัว นักลงทุนอาจจำเป็นต้องขายทองคำเพื่อนำเงินไปชดเชยผลขาดทุนในพอร์ตหุ้น

พฤติกรรมทองคำและหุ้นเปลี่ยนไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ

การเคลื่อนไหวของราคาทองคำเมื่อเปรียบเทียบกับดัชนี S&P 500 มีความสัมพันธ์กับสภาวะเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic Regimes) อย่างใกล้ชิด โดยรายงานแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 3 สถานการณ์หลัก ได้แก่ ภาวะเงินเฟ้อ ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และภาวะเศรษฐกิจชะงักงันร่วมกับเงินเฟ้อ (Stagflation)

เงินเฟ้อหนุนทองคำ แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับนโยบายดอกเบี้ย

ทองคำได้รับการยอมรับในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation Hedge) แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับแนวทางดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ

ช่วงปี 1973-1979 ซึ่งเป็นภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากวิกฤตราคาน้ำมัน เงินเฟ้อเฉลี่ยของสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 8.8% ต่อปี ธนาคารกลางสหรัฐไม่สามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ง่ายด้วยการปรับอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ทองคำสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 35% ต่อปี ขณะที่ตลาดหุ้นได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและผลกำไรของภาคธุรกิจที่ชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะเงินเฟ้อที่มาพร้อมกับการใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว ผลตอบแทนของทองคำมีทิศทางแตกต่างออกไป ยกตัวอย่างปี 1981 ซึ่ง ประธานธนาคารกลางสหรัฐ พอล โวลเกอร์ (Paul Volcker) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาทองคำสูญเสียเสถียรภาพอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกครั้งในปี  2022 เมื่ออัตราเงินเฟ้อของสหรัฐแตะระดับสูงสุด 9.06% ในเดือนกรกฎาคม โดยก่อนหน้านั้นราคาทองคำปรับขึ้นแตะระดับเกือบ 2,050 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในเดือนมีนาคม แต่หลังจากธนาคารกลางสหรัฐดำเนินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว ราคาทองคำลดลงมากกว่า 20% มาอยู่ที่ประมาณ 1,625 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในเดือนตุลาคม เนื่องจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำเพิ่มสูงขึ้น

ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทองคำชนะหุ้น 6 จาก 8 ครั้ง

ข้อมูลตั้งแต่ปี 1973 ระบุว่า โลกเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั้งหมด 8 ครั้ง โดยทองคำให้ผลตอบแทนเหนือกว่าดัชนี S&P 500 จำนวน 6 ครั้ง เมื่อพิจารณาช่วงเวลา 6 เดือนก่อนเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยจนถึง 6 เดือนหลังวิกฤตสิ้นสุด ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 28% และให้ผลตอบแทนเหนือกว่าดัชนี S&P 500 ประมาณ 37%

รายงานระบุว่า ข้อยกเว้นเกิดขึ้นเพียง 2 ครั้ง ได้แก่ ปี 1981 ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายอัตราดอกเบี้ยระดับสูงของพอล โวลเกอร์ และปี 1990 ซึ่งเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ประกอบกับธนาคารกลางหลายประเทศทยอยจำหน่ายทองคำสำรองออกสู่ตลาด

กลไกสำคัญที่สนับสนุนราคาทองคำในช่วงเศรษฐกิจถดถอย คือการที่รัฐบาลใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ธนาคารกลางดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

การลดลงของอัตราดอกเบี้ยช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ ขณะที่สภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นในระบบการเงินทำให้เงินทุนบางส่วนเคลื่อนย้ายจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่ทองคำเพื่อรักษามูลค่าของเงิน

ภาวะ Stagflation หนุนทองคำโดดเด่น

รายงานระบุในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะงักงันร่วมกับเงินเฟ้อ หรือ Stagflation เช่น ช่วงกลางถึงปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 ราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้นจาก 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 1973 เป็น 144 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 1980

ความไม่แน่นอนทางการเมืองและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อผลกำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ลดลง ขณะที่สภาพคล่องไหลเข้าสู่ทองคำ ทำให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงเวลาดังกล่าว

ทองคำยังป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินในหลายประเทศ

นอกจากบทบาทในการกระจายความเสี่ยงแล้ว ต้นฉบับยังระบุว่า ทองคำทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากการอ่อนค่าของสกุลเงินในหลายประเทศ

ตัวอย่างในปี 2022 แม้ว่าราคาทองคำในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะปรับตัวลดลง แต่เมื่อคำนวณในสกุลเงินอื่นกลับให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยเพิ่มขึ้น 14% เมื่อคิดเป็นเงินเยนญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 8.6% ในรูปเงินปอนด์สเตอร์ลิง และเพิ่มขึ้น 4.3% ในรูปเงินยูโร

สถิติครึ่งศตวรรษสะท้อนบทบาทต่างกันของทองคำและหุ้น

ข้อมูลตลอดกว่าครึ่งศตวรรษสะท้อนว่า ดัชนี S&P 500 เป็นสินทรัพย์ที่สร้างความมั่งคั่งในระยะยาวจากการเติบโตของผลกำไรบริษัทและพลังของการนำเงินปันผลกลับมาลงทุนใหม่ แม้ผู้ลงทุนจะต้องเผชิญกับความผันผวนและการปรับฐานของตลาดในบางช่วงเวลา

ในอีกด้านหนึ่ง ทองคำยังคงมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ที่ใช้รักษาอำนาจซื้อในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เงินเฟ้อรุนแรง หรือภาวะเศรษฐกิจถดถอย แม้จะไม่มีการสร้างกระแสเงินสดและมีความผันผวนในบางช่วง แต่การเคลื่อนไหวที่ไม่สัมพันธ์กับตลาดหุ้นทำให้ทองคำยังคงมีบทบาทสำคัญในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน

การถือครองทองคำแท่งยังได้รับอานิสงส์จากการอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญวิกฤต ซึ่งส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวโดดเด่นกว่าราคาทองคำในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศโดยตรงมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน