
ดาวโจนส์ปิดตลาดร่วง 953 จุด วิกฤตสหรัฐ-อิหร่านปะทุ เทขายหุ้นชิปฉุดตลาดโลก
หุ้นสหรัฐดิ่งหนัก ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดร่วงกว่า 900 จุด รับแรงกดดันสงคราม-เงินเฟ้อพุ่ง นักลงทุนหนีความเสี่ยงตะวันออกกลาง หุ้นเทคโนโลยีเข้าปรับฐาน Nasdaq ดิ่งเกือบ 2%
KEY
POINTS
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดร่วงลงกว่า 953 จุด จากแรงกดดันของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กลับมาปะทุขึ้น
- เกิดการเทขายหุ้นในกลุ่มผู้ผลิตชิป (เซมิคอนดักเตอร์) อย่างหนัก ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ฉุดตลาดหุ้นทั่วโลก
- ความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลังตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งสูง เป็นอีกแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุน
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 900 จุดในวันพุธ (10 มิ.ย.)
ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ต่างก็ปิดลดลงกว่า 1% โดยตลาดถูกกดดันจากการที่นักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มบริษัทผลิตชิปออกมาอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่กลับมาปะทุอีกครั้ง
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,918.78 จุด ลดลง 953.33 จุด หรือ -1.87%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,266.99 จุด ลดลง 119.66 จุด หรือ -1.62%
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,169.50 จุด ลดลง 509.32 จุด หรือ -1.98%
โดยบรรยากาศการซื้อขายในตลาดได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุในวันพุธว่า สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักอีกครั้ง เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านยอมรับข้อตกลงสันติภาพที่สหรัฐฯ ยื่นเสนอ
ทรัมป์สั่งกองทัพโจมตีอิหร่านอีกระลอก
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่า อาจสั่งให้กองทัพสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานของอิหร่านอีกระลอก เนื่องจากอิหร่านใช้เวลานานเกินไปในการบรรลุข้อตกลง
คำขู่ดังกล่าวมีขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากที่ปธน.ทรัมป์ได้สั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านในวันอังคารที่ผ่านมา (9 มิ.ย.) หลังจากเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ของกองทัพสหรัฐฯ ถูกยิงตก
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ในดัชนี S&P500 ร่วงลง 3.6% โดยหุ้น Nvidia ดิ่งลง 3.5% และหุ้น Broadcom ร่วงลง 5.1% ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าหุ้นกลุ่มดังกล่าวอาจมีมูลค่าสูงเกินไป
ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี S&P500 ดิ่งลง 11% จากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ซึ่งเป็นการยืนยันว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้เข้าสู่ภาวะปรับฐานแล้ว
ส่วนดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกกังวลของนักลงทุนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดปิดตลาดพุ่งขึ้น 11.8% ในวันพุธ
หุ้นบริษัทรถบรรทุกขนส่งสินค้าร่วง
หุ้นกลุ่มบริษัทรถบรรทุกขนส่งสินค้าร่วงลง หลังจากบริษัท Amazon ประกาศขยายบริการขนส่งสินค้าแบบไม่เต็มคันรถ (Less-than-truckload) ในสหรัฐฯ หุ้น XPO ดิ่งลง 4.9% หุ้น J.B. Hunt ร่วงลง 2.24% และหุ้น Old Dominion ลง 5.1% ขณะที่หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี S&P500 ลง 3.4%
อย่างไรก็ดี ตลาดยังถูกกดดันจากความกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ หลังตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรออกมาสูงเกินคาด และล่าสุดได้มีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่า ดัชนี CPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ พุ่งขึ้น 4.2% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2566 สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.8% ในเดือนเม.ย.
ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องกับการคาดการณ์ หลังจากที่เพิ่มขึ้น 2.8% ในเดือนเม.ย.
จับตาซื้อขายหุ้น SpaceX
นักลงทุนจับตาการเปิดตัวซื้อขายหุ้นบริษัท SpaceX ของอีลอน มัสก์ ในวันศุกร์นี้ (12 มิ.ย.) โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะระดมทุน 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และตั้งเป้ามูลค่าบริษัทไว้ที่ 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การทำ IPO ของสหรัฐฯ
และอาจทำให้ตลาดเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดต่อกระแสการประเมินมูลค่าบริษัทที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ(AI)







