
ดาวโจนส์ปิดตลาดร่วง 620 จุด สงครามตะวันออกกลางปะทุ น้ำมันพุ่ง เฟดเสี่ยงขึ้นดอกเบี้ย
หุ้นสหรัฐร่วงยกแผง ดาวโจนส์ทรุดกว่า 600 จุด ดิ่งแรงสุดรอบหลายสัปดาห์ นักลงทุนกังวลสงครามตะวันออกกลางปะทุ น้ำมันพุ่ง-เฟดเสี่ยงขึ้นดอกเบี้ย แม้หุ้น AI ยังแข็งแกร่ง
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นดาวโจนส์ร่วงลงกว่า 620 จุด โดยมีสาเหตุหลักจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง
- สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ซึ่งกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ
- นักลงทุนให้น้ำหนักมากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 600 จุดในวันพุธ (3 มิ.ย.) หลังมีรายงานว่าสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง
อีกทั้งการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันได้กระตุ้นให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ และส่งผลให้นักลงทุนเทขายทำกำไร
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 50,687.07 จุด ลดลง 620.72 จุด หรือ -1.21%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,553.68 จุด ลดลง 56.10 จุด หรือ -0.74%
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,853.98 จุด ลดลง 239.92 จุด หรือ -0.89%
สงครามตะวันออกกลางกดันตลาด
ทั้งนี้ บรรกาศการซื้อขายในตลาดได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในตะวันออกกลางอย่างคูเวตและบาห์เรน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน
ขณะที่กองกำลังทหารของสหรัฐฯ ได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ของอิหร่าน โดยเกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ
อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ระบุในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Al Mayadeen ของเลบานอนเมื่อวันพุธว่า การติดต่อระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ยังไม่ถูกตัดขาด แต่การเจรจาสันติภาพของทั้งสองฝ่ายยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ โดยต่างก็กำลังประเมินข้อเสนอของกันและกัน
จากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น และทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ
โดยนักวิเคราะห์จาก U.S. Bank Wealth Management ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ยิ่งสงครามยืดเยื้อนานเท่าใด การปิดช่องแคบฮอร์มุซก็จะยืดเยื้อออกไปอีก ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้เฟดมีโอกาสน้อยลงในการผ่อนคลายนโยบายการเงินในปีนี้
นักลงทุนคาดเฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค.
ล่าสุด เครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 41.1% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 9.1% เมื่อหนึ่งเดือนก่อน
หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลง 1.52% ตามด้วยหุ้นกลุ่มการเงินลดลง 1.21% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งขึ้น 1.38% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคดีดตัวขึ้น 0.7%
หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ในดัชนี S&P500 ร่วงลง 4.0% ขณะที่หุ้นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในกลุ่ม Magnificent Seven ปรับตัวลงเกือบทั้งหมด ยกเว้นหุ้น Meta Platforms ดีดตัวขึ้น 4.2%
ส่วนหุ้นกลุ่มบริษัทผลิตชิปปรับตัวขึ้น 1.4% ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนยังคงมีมุมมองบวกต่อในปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) โดยหุ้น Marvell, หุ้น Intel, หุ้น Qualcomm และหุ้น Sandisk ต่างก็ปรับตัวขึ้นระหว่าง 3.7% - 6.7%
หุ้นกลุ่มธุรกิจจัดการสินทรัพย์ร่วงลง หลังจากมีรายงานว่า Partners Group ซึ่งเป็นบริษัทไพรเวทอิควิตี้สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ประกาศระงับการถอนเงินของนักลงทุนจากกองทุนหนึ่งในเครือ ทั้งนี้ หุ้น KKR, หุ้น Blackstone, หุ้น Blue Owl และหุ้น Ares Management ปรับตัวลงระหว่าง 3.9% - 4.2%
ข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) ระบุว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 122,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 117,000 ตำแหน่ง จากระดับ 105,000 ตำแหน่งในเดือนเม.ย.
ด้านสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) ระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการ อยู่ที่ระดับ 54.5 สูงขึ้นจากระดับ 53.6 ในเดือนเม.ย. และดีกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 53.7
ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานสหรัฐฯพุ่ง
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานพุ่งขึ้น 4.8% ในเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 11 เดือน หรือนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2568 หลังจากที่ขยายตัว 1.8% ในเดือนมี.ค. ทั้งยังมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 4.6% โดยได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการที่แข็งแกร่งในกลุ่มเครื่องบินพาณิชย์และกระแสความนิยมในการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านยังคงเป็นความเสี่ยง
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ (5 มิ.ย.) ด้านนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 95,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 115,000 ตำแหน่งในเดือนเม.ย. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.3% ในเดือนพ.ค.







