thansettakij
thansettakij
ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 875 จุด ทำสถิติใหม่ หลังสัญญาณสงครามตะวันออกกลางคลี่คลาย

ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 875 จุด ทำสถิติใหม่ หลังสัญญาณสงครามตะวันออกกลางคลี่คลาย

05 มิ.ย. 69 | 00:42 น.
อัปเดตล่าสุด :05 มิ.ย. 69 | 00:42 น.

ดัชนีดาวโจนส์ทะยาน 875 จุด สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขานรับดีลหยุดยิงสงครามตะวันออกกลางสหรัฐ-อิหร่าน นักลงทุนแห่ซื้อหุ้นการเงิน-เฮลธ์แคร์ ขณะหุ้นชิปฉุด Nasdaq ติดลบ

KEY

POINTS

  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดพุ่งขึ้น 874.86 จุด ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่
  • ปัจจัยหนุนหลักมาจากความหวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลาย หลังมีข่าวความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอล-เลบานอน
  • การปรับตัวขึ้นของดัชนีได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มการเงิน ขณะที่สถานการณ์ที่ดีขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลง

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันพฤหัสบดี (4 มิ.ย.) 

ขานรับความหวังที่ว่าการเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านจะมีความคืบหน้า 

อย่างไรก็ดี ผลประกอบการที่น่าผิดหวังของบริษัท Broadcom ส่งผลให้เกิดแรงเทขายในหุ้นกลุ่มชิป และฉุดดัชนี Nasdaq ปิดลบ

  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,561.93 จุด เพิ่มขึ้น 874.86 จุด หรือ +1.73%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,584.31 จุด เพิ่มขึ้น 30.63 จุด หรือ +0.41% 
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,830.96 จุด ลดลง 23.02 จุด หรือ -0.09%

ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 875 จุด ทำสถิติใหม่ หลังสัญญาณสงครามตะวันออกกลางคลี่คลาย

 

ทั้งนี้ บรรยากาศการซื้อขายในตลาดได้รับแรงหนุนจากรายงานที่ว่า อิสราเอลและเลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงโดยมีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง ซึ่งจะปูทางไปสู่การทำข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน 

โดยก่อนหน้านี้ อิหร่านได้กำหนดเงื่อนไขว่าจะไม่ยอมรับข้อตกลงยุติความขัดแย้งกับสหรัฐฯ และอิสราเอล นอกเสียจากว่าอิสราเอลยุติการสู้รบในเลบานอน

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ลงมติด้วยคะแนนเสียง 215 ต่อ 208 เห็นชอบให้จำกัดอำนาจโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับอิหร่าน โดยกำหนดให้ปธน.ทรัมป์ถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากการทำสงครามกับอิหร่าน เว้นแต่รัฐสภาจะอนุมัติให้มีการดำเนินการทางทหารเพิ่มเติม

ซึ่งความคืบหน้าดังกล่าวฉุดราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงกว่า 3% ท่ามกลางความหวังที่ว่า เรือบรรทุกน้ำมันจะสามารถสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง

ดัชนีดาวโจนส์ได้แรงหนุนจากความแข็งแกร่งของหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มการเงิน ส่วนหุ้น 9 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์พุ่งขึ้น 3.16% ตามด้วยหุ้นกลุ่มการเงินพุ่งขึ้น 2.68% ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลง 1.43%

หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ได้รับปัจจัยหนุนจากหุ้น UnitedHealth ที่พุ่งขึ้น 5.2% หลังจากนักวิเคราะห์ของ Bank of America ปรับเพิ่มคำแนะนำการลงทุนในหุ้นUnitedHealth สู่ระดับ Buy

บริษัท Broadcom ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ รายงานตัวเลขคาดการณ์รายได้ที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีท ส่งผลให้ราคาหุ้นดิ่งลง 12.6% และบดบังความร้อนแรงของกระแสนิยมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มชิป

ผลประกอบการที่น่าผิดหวังของ Broadcom ฉุดหุ้นบริษัทผลิตชิปรายอื่น ๆ ร่วงลงด้วย โดยหุ้น Advanced Micro Devices (AMD), หุ้น Micron Technology และหุ้น Qualcomm ปรับตัวลงระหว่าง 2.6% - 7.7%

อย่างไรก็ตาม หุ้น Marvell Technology ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดปิดตลาดพุ่งขึ้น 4.9% หลังจากเจนเซน หวง ซีอีโอของบริษัท Nvidia ยกย่องว่า Marvell Technology จะเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นรายต่อไป และจะมีบทบาทสำคัญในการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทั้งนี้ Nvidia ได้ลงทุนในบริษัท Marvell Technology มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา

หุ้น Blackstone พุ่งขึ้น 7.5% โดยราคาหุ้นของบริษัทฟื้นตัว หลังจากร่วงลงอย่างหนักในวันพุธ ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับตลาดสินเชื่อภาคเอกชน โดยรายงานระบุว่า Blackstone กลายเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์รายล่าสุดที่จำกัดการไถ่ถอนเงินจากกองทุนสินเชื่อภาคเอกชน (Private Credit Fund) ที่เป็นเรือธงของบริษัท หลังจากมีการยื่นคำขอไถ่ถอนเพิ่มมากขึ้น

ข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพิ่มขึ้น 13,000 ราย สู่ระดับ 225,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 215,000 ราย

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันนี้ ด้านนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 95,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 115,000 ตำแหน่งในเดือนเม.ย. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.3% ในเดือนพ.ค.