
ดาวโจนส์ปิดบวก 182.60 จุด ทุบสถิติใหม่ หุ้นเฮลธ์แคร์-สินค้าอุปโภคหนุนตลาดพุ่ง
ดัชนีดาวโจนส์ทุบสถิติใหม่ หุ้นเฮลธ์แคร์-สินค้าอุปโภคหนุนตลาดพุ่ง คลายกังวลเศรษฐกิจ จับตาเงินเฟ้อ PCE ทิศทางดอกเบี้ย ด้าน S&P500-Nasdaq ปิดสูงสุดต่อเนื่อง
KEY
POINTS
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 182.60 จุด
- ตลาดได้รับแรงหนุนหลักจากการพุ่งขึ้นของหุ้นในกลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค
- หุ้นที่ปรับตัวขึ้นเด่นและเป็นปัจจัยหนุนสำคัญ ได้แก่ Procter & Gamble และ UnitedHealth
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันพุธ (27 พ.ค.)
โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค
ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ขยับขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) พร้อมกับจับตาการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลางอย่างระมัดระวัง
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 50,644.28 จุด เพิ่มขึ้น 182.60 จุด หรือ +0.36%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,520.36 จุด เพิ่มขึ้น 1.24 จุด หรือ +0.02% และ
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,674.73 จุด เพิ่มขึ้น 18.55 จุด หรือ +0.07%
ทั้งนี้ ดาวโจนส์ได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค โดยหุ้น Procter & Gamble พุ่งขึ้น 3.2% และหุ้น UnitedHealth ดีดตัวขึ้น 1.9%
ส่วนดัชนี S&P500 และ Nasdaq แม้ขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันวันที่สอง
ด้านนักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ดัชนี S&P500 สิ้นปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 8,000 จุด จากเดิมที่ระดับ 7,600 จุด โดยระบุถึงปัจจัยบวกจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน
หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดัชนี S&P500 โดยพุ่งขึ้น 1.9% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวขึ้น 0.97% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลง 1.52% ตามด้วยหุ้นกลุ่มการเงินปรับตัวลง 0.82%
หุ้น Bath & Body Works ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกสินค้าอุปโภค พุ่งขึ้น 9.7% และหุ้น Abercrombie & Fitch ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกเสื้อผ้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 8.7% หลังจากทั้งสองบริษัทเปิดเผยผลประกอบการที่ดีเกินคาดในไตรมาสแรก
หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปอ่อนแรงลง หลังจากที่พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งก่อนหน้านี้ โดยหุ้น Intel ปรับตัวลง 1.4%, หุ้น Marvell Technology ร่วงลง 4.6%, หุ้น Qualcomm ดิ่งลง 6% และหุ้น Nvidia ลดลง 1% ส่วนดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia SE Semiconductor Index) ปรับตัวลง 1.4% หลังจากพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันอังคาร
นักลงทุนยังคงติดตามความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจากับอิหร่านมีความคืบหน้าบางส่วน และสหรัฐฯ จะผลักดันให้การเจรจาประสบความสำเร็จในที่สุด
อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบขาวว่า สหรัฐฯ และอิหร่านยังคงมีประเด็นที่ต้องแก้ไข พร้อมกับกล่าวว่า สหรัฐฯ ยังไม่พอใจกับเงื่อนไขที่กำลังเจรจากัน และยังคงพร้อมกลับมาใช้กำลังทางทหาร หากข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ไม่ได้รับการตอบสนอง
นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันนี้ (28 พ.ค.) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้แนวโน้มเงินเฟ้อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่
ทั้งนี้ ดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)







