
หนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน 70% สัญญาณเตือนเศรษฐกิจเปราะบาง
หนี้สาธารณะไทยพุ่งแตะ 66.1%ต่อGDP ใกล้เพดาน 70% หลังรัฐกู้เพิ่ม 4 แสนล้าน นักเศรษฐศาสตร์เตือนเสี่ยงเข้าสู่วงจร “โตต่ำ-หนี้สูง” ชี้โจทย์สำคัญใช้เงินสร้างอนาคตได้จริงหรือไม่
KEY
POINTS
ล่าสุดหนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 66.1% ของ GDP หลังรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อพยุงเศรษฐกิจ รับมือพลังงานแพงและความเสี่ยงโลก แม้ยังบริหารได้ แต่พื้นที่ใช้นโยบายการคลังเริ่มจำกัดมากขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์กังวลว่า ไทยอาจเข้าสู่ภาวะ low-growth debt trap หรือเศรษฐกิจโตช้าจนลดสัดส่วนหนี้ไม่ได้ ทำให้รัฐต้องกู้เพิ่มต่อเนื่อง ขณะที่ภาระดอกเบี้ยสูงขึ้น กระทบการลงทุนระยะยาว
หากเงินกู้ถูกใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด เทคโนโลยี และพัฒนาทักษะแรงงาน อาจช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจในอนาคตได้ แต่หากใช้เพียงกระตุ้นระยะสั้นโดยไม่เพิ่มผลิตภาพ หนี้อาจกลายเป็นภาระระยะยาวของประเทศ
รัฐเดินหน้ากู้ 4 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันรอบใหม่
หนี้สาธารณะไทยกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังรัฐบาลอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือเศรษฐกิจชะลอตัว ต้นทุนพลังงานสูง และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะระบุว่า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.1% ของ GDP ใกล้กรอบวินัยการคลังที่ 70% มากขึ้นต่อเนื่อง
แม้ระดับหนี้ดังกล่าวยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤต แต่สะท้อนว่า “พื้นที่ทางการคลัง” ของไทยเริ่มแคบลง ขณะที่รัฐบาลยังต้องแบกรับภาระขาดดุลงบประมาณและการ rollover หนี้เดิมอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่ “หนี้สูง” แต่คือเศรษฐกิจโตไม่ทันหนี้
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า ความเสี่ยงสำคัญของไทยในระยะต่อไป อาจไม่ใช่วิกฤตหนี้แบบเฉียบพลัน แต่เป็นภาวะ “low-growth debt trap” หรือวงจรเศรษฐกิจโตต่ำแต่หนี้สูง
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง สังคมสูงวัย การลงทุนเอกชนฟื้นตัวช้า ผลิตภาพแรงงานต่ำ และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ขณะที่ภาครัฐกลับมีภาระใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งด้านสวัสดิการ สุขภาพ และค่าครองชีพ
ภาวะดังกล่าวอาจทำให้การลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ หากเศรษฐกิจไม่สามารถกลับมาเติบโตในระดับสูงได้
เทียบต่างประเทศ ไทยยังไม่หนักสุด แต่เริ่มเสียเปรียบอาเซียน
แม้หนี้สาธารณะไทยยังต่ำกว่าสหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่มีหนี้เกิน 100-200% ของ GDP แต่ไทยยังมีข้อจำกัดสำคัญ ทั้งฐานภาษีที่เล็ก ตลาดการเงินที่ไม่ลึกเท่าประเทศพัฒนาแล้ว และต้นทุนการกู้ที่อาจสูงขึ้นในอนาคต
หากเปรียบเทียบในอาเซียน ไทยถือว่ามีระดับหนี้ค่อนข้างสูง เพราะหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ มีหนี้สาธารณะเพียง 25-40% ของ GDP เท่านั้น
นักวิเคราะห์เตือนว่า หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ ไทยอาจมีข้อจำกัดในการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
นักเศรษฐศาสตร์ชี้ “คุณภาพการกู้” สำคัญกว่าเพดานหนี้
ท่ามกลางกระแสถกเถียงเรื่องการขยายเพดานหนี้จาก 70% เป็น 75% ของ GDP นักวิชาการจำนวนมากมองว่า ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่ “กู้ได้อีกเท่าไร” แต่คือ “นำเงินไปใช้อะไร”
หากเงินกู้ถูกใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว เช่น โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด เทคโนโลยี นวัตกรรม และพัฒนาทักษะแรงงาน ก็อาจช่วยสร้างการเติบโตใหม่และเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตได้
แต่หากการกู้ถูกใช้เพียงเพื่อประคองการบริโภคระยะสั้น โดยไม่เพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ หนี้ที่เพิ่มขึ้นอาจกลายเป็นภาระต่อการคลังและคนรุ่นต่อไปในระยะยาว
บทความโดย Bnomics ธนาคาร กรุงเทพ







