thansettakij
thansettakij
ผ่าบอร์ดกลั่นกรอง พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน คุมความเสี่ยงหนี้สาธารณะ

ผ่าบอร์ดกลั่นกรอง พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน คุมความเสี่ยงหนี้สาธารณะ

06 พ.ค. 69 | 06:00 น.
อัปเดตล่าสุด :06 พ.ค. 69 | 06:04 น.

ผ่ากลไกคณะกรรมการกลั่นกรอง พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ปลัดคลังนั่งประธาน พร้อมจัดทัพคุมความเสี่ยงหนี้สาธารณะดันเกณฑ์ 5T เน้นโปร่งใส-เยียวยาตรงกลุ่มเป้าหมาย เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดใน 1 ปี

KEY

POINTS

  • ครม. อนุมัติ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน พร้อมตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน
  • คณะกรรมการฯ ประกอบด้วยผู้บริหารหน่วยงานเศรษฐกิจและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก มีหน้าที่พิจารณากลั่นกรองโครงการ กำกับดูแล และรายงานผลต่อ ครม. และรัฐสภา เพื่อให้เกิดความโปร่งใส
  • การพิจารณาโครงการจะยึดหลักเกณฑ์ 5T เป็นสำคัญ ได้แก่ กำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน (Target) ลดความเปราะบาง (Transition) แก้จุดอ่อนเชิงระบบ (Transformation) ขับเคลื่อนร่วมกัน (Together) และตรวจสอบได้ (Transparency)
  • สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มีหน้าที่บริหารจัดการการกู้เงิน การเบิกจ่าย การบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะ และการชำระหนี้ตาม พ.ร.ก. นี้

ในที่สุดร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ... วงเงิน 4 แสนล้านบาท ก็ได้ผ่านการเห็นชอบจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่เรียบร้อย และเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนของการทูลเกล้าฯ ก่อนประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

เมื่อเป็นไปตามขั้นตอนดังกล่าวแล้ว กระทรวงการคลังจะดำเนินการตามมติ ครม.ในการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตามพ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ กำหนดให้ ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ  และมีกรรมการทั้งจากผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานเศรษฐกิจ และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ประกอบไปด้วย 

เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่งตั้ง (จำนวนไม่เกิน 3 คน) และมีผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้ผู้แทน สศช. และผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นผู้ช่วยเลขานุการร่วม 

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ กำหนดให้การดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้ร่างพ.ร.ก.กู้เงินฯ ให้เป็นไปตาม ระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งการดำเนินการตาม แผนงานหรือโครงการดังกล่าวจะต้องกระทำด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ 

สำหรับคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ชุดนี้มีอำนาจในการพิจารณากลั่นกรองแผนงานหรือโครงการการใช้จ่ายเงินกู้ตามร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ นี้ ก่อนเสนอ ครม.  รวมทั้งกำกับดูแลการดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกู้ตามร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ นี้ และรายงานความก้าวหน้าต่อ ครม.ทุก 3 เดือน 

พร้อมกับกำหนดวงเงินสำหรับรายการเงินสำรองจ่ายตามแผนงานหรือโครงการที่กำหนดไว้ ในบัญชีท้ายร่างพระราชกำหนดกู้เงินฯ นี้ เพื่อจัดเตรียมไว้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการแก้ไขปัญหา เกี่ยวกับการบริหารโครงการตามความจำเป็นและเหมาะสม 

ขณะเดียวกันยังสามารถให้ข้อเสนอแนะต่อ ครม.เพื่อพิจารณามีมติเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินกู้ สามารถแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย และปฏิบัติงานอื่นๆตามที่ ครม.หรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย



นอกจากนี้ยังกำหนดให้คณะกรรมการฯมีหน้าที่รายงานการกู้เงินตามร่างพ.ร.ก.ที่กระทำในปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้วให้รัฐสภาทราบ โดยรายงานดังกล่าวต้องระบุรายละเอียด ของการกู้เงิน วัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินกู้ รวมถึงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับภายใน 60 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณด้วย

แหล่งข่าว ระบุด้วยว่า การบริหารจัดการเงินกู้นั้น ตามมติ ครม.ยังได้กำหนดให้ สบน. มีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารและจัดการการกู้เงิน การเบิกจ่ายเงินกู้ การบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะ การติดตามและการประเมินผลโครงการ การชำระหนี้ และการดำเนินงานอื่นใดที่เกี่ยวกับการกู้เงินตาม พ.ร.ก.นี้ 

อย่างไรก็ตาม ครม.ยังมีมติมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบ (ก.พ.ร.) หารือร่วมกับ สบน.ให้พิจารณากำหนดกลไกในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะ และการกำกับติดตามและการประเมินผลโครงการ เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดผลสัมฤทธิ์ มีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้อย่างแท้จริง  

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำหรับกลไกการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.เงินกู้ฯฉบับนี้ในสัปดาห์หน้ากระทรวงการคลังจะออกระเบียบ 2 ฉบับ คือ ระเบียบหลักเกณฑ์การกลั่นกรองโครงการ และระเบียบการติดตามและประเมินผลการใช้เงินซึ่งจะมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกร่วมเป็นกรรมการเพื่อความโปร่งใส โดยการพิจารณาจะยึดหลัก 5T เป็นเกณฑ์สำคัญ ดังนี้

1. การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน (Target) โดยมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและมีประสิทธิภาพ

2. ลดความเปราะบางทางพลังงาน (Transition) สนับสนุนมาตรการที่ลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะด้านพลังงานซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของวิกฤตในครั้งนี้

3.แก้จุดอ่อนเชิงระบบ (Transformation) มุ่งเน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน พร้อมช่วยเสริมสร้างธุรกิจให้ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคใหม่ได้และลดโอกาสเกิดวิกฤตซ้ำ

4. ขับเคลื่อนร่วมกัน (Together) เป็นการส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดการปรับตัวในวงกว้าง

5.ตรวจสอบได้ (Transparency) กำหนดให้มีระบบติดตาม ตรวจสอบ และรายงานผลการใช้จ่ายเงินกู้อย่างเป็นระบบ เป็นปัจจุบัน เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และสามารถตรวจสอบได้ 

โดยเน้นการติดตาม ตรวจสอบ รายงานผลการใช้จ่ายการกู้เงินอย่างเป็นระบบ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกันอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน 

“ในภาวะวิกฤติพลังงานเช่นนี้ ไม่มีประเทศใดในโลกที่ใช้วิธีอุ้มราคาพลังงานเป็นการทั่วไปเพื่อไม่ให้กระทบประชาชน แต่ทุกประเทศจะใช้วิธีปล่อยให้ราคาลอยตัวแล้วนำเงินไปออกมาตรการเยียวยาแบบเฉพาะเจาะจงนอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องการเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ให้เกิดขึ้นภายใน 1 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดต้นทุนในระยะยาว”นายลวรณ กล่าว